
DSIเรียก83ชื่อแจงธุรกรรมสัปดาห์หน้า
ดีเอสไอระบุเตรียมออกหมายเรียก 83 รายชื่อ เข้าชี้แจงธุรกรรมทางการเงินสัปดาห์หน้า เล็งเอาผิดผู้รับเงินทอดสุดท้ายกว่า 100 คน หนุนก่อการร้าย ด้านปปง.แจงไม่มีเจ้าหน้าที่รีดทรัพย์เชื่อถูกแก๊งต้มตุ๋นแอบอ้าง
(18มิ.ย.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ กล่าวว่า การเรียกเข้าชี้แจงของ 83 รายชื่อ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินจะต้องมีการแสดงหลักฐาน ซึ่งการออกหมายเรียกหากไม่มาก็มีความผิดตามกฏหมายเช่น พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ซึ่งต้องมาด้วยตนเองหรืออาจมีทนายความติดตามมาด้วยได้
ทั้งนี้วันจันทร์หน้าศอฉ.ออกจะออกคำสั่งในภาพรวม ซึ่งกรมจะออกหมายเรียกไปต่อไปและการออกหมายเรียกแต่ละครั้งอาจไม่พร้อมกัน โดยจะมีการจัดพนักงานสอบสวนไว้เป็นชุดๆ
สำหรับ 4 หน่วยงานที่เข้ามาร่วมทำงานนั้นไม่มีปัญหาเพราะเข้าใจการทำงานในส่วนของหน้าที่ตนเองที่รับผิดชอบ อยู่แล้ว
"แต่ละคนยากง่ายอยู่ที่การชี้แจงและหลักฐานแม้บางรายทำธุรกรรมมากแต่หากมีหลักฐานชัดก็ไม่มีปัญหาก็ต้องดูว่าพฤติการณ์การชี้แจงหากชี้แจงไม่ได้ก็ต้องดูว่าเข้าข่ายอะไรหรือไปพัวพันหรือเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือไม่หรือมีการฟอกเงิน ซึ่งเป็นเงินได้มาโดยมิชอบหรือไม่หรือการไปหลบเลี่ยงภาษีอยู่ที่ข้อเท็จจริง ก็ต้องมาสอบสวนชี้แจงพยานหลักฐาน คนสุจริตต้องตอบได้ หากไม่สุริตก็จะปรากฏเองการเอาเงินออกไป เรามีหลักฐานว่าเอาไปอะไรแต่จะเปิดให้เขาชี้แจง "
ส่วนกรณีของนายจตุพรนั้นมีพฤติกรรมหลายอย่างไม่ถูกตามกฏหมายเช่นไปพูดหลายแห่งในทางปลุกเร้าว่าจะมีการชุมนุมรอบสามและวันที่แกนนำ 11 คนถูกนำมาฝากขังก็มีการนำมวลชนมาหลายร้อยคนมีพฤติกรรมไม่เรียบร้อย ไม่ถูกต้องก็จะขอให้ศาลพิจารณาว่าจะสามารถเพิกถอนประกันได้หรือไม่
เล็งเอาผิดผู้รับเงินทอดสุดท้ายกว่า100คนหนุนก่อการร้าย
นายธาริต กล่าวด้วยว่า ในกรณีที่ชี้แจงไม่ได้หรือพบว่ามีความเกี่ยวพันกับการสนับสนุนไปยังเครือข่ายก็จะเข้าข่ายสนับสนุนการก่อการร้าย ส่วนกรณีแกนนำนปช.บางรายอ้างว่าไม่ทราบถึงเงินที่เพิ่มขึ้นในบัญชีนั้น ข้อมูลทุกอย่างในการทำธุรกรรมได้รับมาจากสถาบันการเงิน ไม่สามารถสร้างหลักฐานเท็จได้ ทั้งนี้ดีเอสไอจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าชี้แจง อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า 83 รายชื่อที่ศอฉ.ประกาศนั้น มีการเบิกเงินจำนวนมากพร้อมๆกันหลายรายระหว่างวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ
นายธาริต กล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มบุคคลอื่นที่ที่ไม่ได้มีการประกาศรายชื่ออายัดการทุธุรกรรมทางการเงิน แต่หากตรวจสอบพบว่ามีเส้นทางการเงินโยงใยไปถึง โดยเฉพาะผู้รับประโยชน์ทอดสุดท้ายซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นในกทม.และต่างจังหวัดจำนวนกว่า 100 คน ซึ่งเบื้องต้นดีเอสไอมีหลักฐานและจะต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเกี่ยวข้องกับผู้สนับสนุนก่อการร้ายหรือไม่ และจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยว่ามีการทำธุรกรรมการเงินหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่
สำหรับเรื่องที่นายจตุพรซึ่งกล่าวหาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและปปง.ตบทรัพย์เพื่อแลกกับการไม่ถูกขึ้นบัญชีดำของศอฉ.นั้น นายธาริต ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอไม่ปฏิบัติเช่นนั้นแน่นอน เพราะรายชื่อที่ถูกห้ามทำธุรกรรมทางการเงินถูกกำหนดโดยศอฉ. ในสถานการณ์เช่นนี้คงไม่มีใครกล้ากระทำการตามที่มีการกล่าวหา ส่วนจะฟ้องร้องนายจตุพรในข้อหาหมิ่นประมาทหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่ามีการกระทำที่ล้ำเส้นมากเกินไปหรือไม่ เพราะเท่าที่รับฟังเป็นการพูดโดยไม่มีหลักฐาน
ขณะที่พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ปปง.ได้สรุปรายชื่อส่งให้ศอฉ. ในทางลับตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำรายชื่อของบุคคลออกมาขู่กรรจ์โชกทรัพย์ นอกจากนี้การตรวจสอบธุรกรรมการเงินผู้ต้องสงสัยเป็นการดำเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน จึงยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นแน่ และหากมีผู้ใครยืนยันได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ของปปง.เข้าแอบอ้างเรียกรับเงิน ก็ขอให้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที และปปง.ก็พร้อมให้ตรวจสอบ
“เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเกิดจากแก๊งค์ต้มตุ๋นแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ปปง.หรือดีเอสไอไปขู่กรรโชกทรัพย์ ซึ่งเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ และทางปปง.ได้เข้าดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว โดยมีพฤติกรรมหลอกลวงเหยื่อให้นำเงินมามอบให้ที่ปปง.ด้วยซ้ำไป จึงเชื่อว่าบุคคลที่นายจตุพร กล่าวอ้างน่าจะเป็นแก๊งค์ต้มตุ๋นมากกว่า ส่วนการประกาศรายชื่อที่จากเดิมคือ 86 รายชื่อเหลือ 83 รายชื่อนั้นตรวจสอบพบว่ามีรายชื่อซ้ำ และบางรายมีการเปลี่ยนชื่อทำให้เลขรายชื่อไม่ตรงกัน ” พ.ต.อ.สีหนาทกล่าว



