ข่าว

เข้าศูนย์ศึกษา"ห้วยทราย" เรียนรู้เกษตร-ชมสวนสมุนไพร

เข้าศูนย์ศึกษา"ห้วยทราย" เรียนรู้เกษตร-ชมสวนสมุนไพร

22 มี.ค. 2552

เพชรบุรี นับเป็นอีกจังหวัด ที่ชาวบ้านประกอบอาชีพด้านการเกษตรที่หลากหลายและน่าสนใจ ที่นอกเหนือไปการทำขนมหม้อแกงที่ลือชื่อมากที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการทำนาข้าว การประมง ทำน้ำตาลโตนด

 ปลูกกล้วยหอมส่งญี่ปุ่น ปลูกมะนาว มีทั้งในรูปแบบของเกษตรแนวใหม่ และดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเมืองเพชรมากมายที่น่าศึกษา

 นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่โต๊ะข่าวเกษตร "คม ชัด ลึก" เลือกที่จะจัดโครงการเกษตรทัศนศึกษาครั้งต่อไปในวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน ไปยัง จ.เพชรบุรี ในรูปแบบไปเช้ากลับเย็น เพื่อไปเรียนรู้ด้านการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่  เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี รวมไปถึงจะไปดูความสำเร็จของเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทองส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น และการเกษตรซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวเมืองเพชรแบบดั่งเดิม นั่นคือการทำสวนชมพู่เพชร ซึ่งเป็นชมพู่ราคาแพง ที่รัฐบาลไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมผู้นำอาเซียน นำไปให้ผู้นำประเทศในอาเซียนรับประทานเมื่อเร็วๆ นี้ 

 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรที่ถูกต้อง และเหมาะสมที่สุดสำหรับเกษตรกรในประเทศไทย ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคสินค้าเกษตรทั่วโลกด้วย

 พ.ต.ท.นพคุณ บำรุงพงษ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ บอกว่า เดิมทีพื้นที่ของศูนย์นั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ประกาศเป็นเขตอภัยทานสัตว์ เมื่อปี 2467 ครอบคลุมพื้นที่ราว 22,627 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ด้วยแมกไม้และสัตว์ป่า โดยเฉพาะเนื้อทรายเป็นสัตว์ป่าประจำถิ่น ชาวบ้านจึงเรียกว่า "ห้วยทราย" ตอนหลังมีชาวบ้านบุกรุกทำลายป่า เพื่อปลูกสับปะรด และมีการใช้สารเคมีจนสภาพดินกลายเป็นดินเสื่อม หรือดินดานปลูกอะไรไม่ขึ้น

 กระทั่งวันที่ 5 เมษายน 2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ พบว่ามีปัญหามากมายเกิดขึ้นจนสภาพแวดล้อมพังยับเยิน พระองค์พระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า "หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด..."

 จึงให้พัฒนาพื้นที่ส่วนหนึ่งในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นศูนย์พัฒนาป่าอเนกประสงค์ โดยให้พัฒนาภาคเกษตรกรรมควบคู่กับการปลูกป่า เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนั้นให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อใช้ภาคเกษตรและปลูกป่า ฟื้นฟูสภาพดิน และจัดสรรที่ดินให้แก่ราษฎรที่บุกรุกทำกินมาก่อนหน้านั้น ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 "ที่ดินที่เราใช้ประโยชน์ในโครงการนี้ทั้งหมด 8,900 ไร่ ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เราสามารถปลูกป่ามาได้กว่า 46% พื้นที่อีกส่วนให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการทำกิน โดยทางเราเป็นพี่เลี้ยงและส่งเสริม โดยเน้นให้เกษตรกรทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ภายในโครงการเรามีหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรทั้งที่เป็นงานไม้ผล พืชผักสวนครัว สมุนไพร งานประมง และปศุสัตว์ เป็นต้น"  พ.ต.ท.นพคุณกล่าว

 อย่างไรก็ตาม โครงการเกษตรทัศนศึกษาของโต๊ะข่าวเกษตรที่จะจัดในวันที่ 5 เมษายน นั้น ในส่วนของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จะไปดูงานในส่วนของงานส่งเสริมการเกษตร (ไม้ผล) และพืชสมุนไพรที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิชัยพัฒนา

 ด้าน โยธิน รัตนคาม นักวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย ซึ่งดูแลงานส่งเสริมการเกษตรด้านไม้ผล บอกว่า มีพื้นที่ในส่วนนี้ 80 ไร่ สำหรับเป็นแปลงสาธิต งานหลักคือการขยายพันธุ์ไม้ผล มากมายหลายอย่างทั้ง มะม่วง ทับทิม ขนุน มะกอกน้ำ เป็นต้น เพื่อมอบให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการ นอกจากนี้ในแปลงสาธิตมีการปลูกพืชไร่ พืชสวนด้วย อาทิ มะละกอฮอลแลนด์ ผักหวานบ้าน ถั่วแปบ มีการเลี้ยงกบในกระบอก เพื่อเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรทราบได้ว่า ในสวนไม้ผลสามารถแซมพืชอย่างอื่นได้ โดยเฉพาะผักหวานบ้านสามารถสร้างรายได้เป็นดี เพราะตลาดต้องการสูง และคณะที่เดินทางไปกับโต๊ะข่าวเกษตร คม ชัด ลึก โยธิน ฝากบอกด้วย จะสอนวิธีตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และปักชำด้วย ก่อนกลับแจกพันธุ์ผักหวานบ้านด้วยคนละ 5 ต้น        

 ขณะที่ ณัฐพงศ์  ลาภมี ผู้จัดการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิชัยพัฒนา บอกว่า มีพื้นที่โครงการทั้งหมด 350 ไร่ จะเน้นการเกษตรยุคที่ 3 คือยุคแรกเป็นยุคที่เกษตรกรปลูกพืชผสมผสาน ไม่ใช้สารเคมี เป็นการเกษตรเพื่อบริโภคและแลกเปลี่ยน ยุคที่สองเป็นเกษตรเพื่อการค้าเน้นปลูกพืชเชิงเดียว มีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีเพื่อเร่งให้ผลผลิตเพื่อขาย โดยไม่คำนึงถึงปัญหาสุขภาพ ปัญหาดินเสื่อม และการเกิดโรคระบาดในสวนผลไม้เชิงเดียว

 การเกษตรยุคที่สามนั้นเป็นยุคระหว่างยุคแรกคือปลูกบริโภคและแลกเปลี่ยน ไม่มีการใช้สารเคมี กับยุคที่สองคือเพื่อการค้า นั่นหมายถึงปลูกไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ปลูกเพื่อบริโภคเอง ที่เหลือก็ขายเพื่อนำเงินมาใช้อย่างอื่น ตรงนี้เป็นวิธีการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

 ภายในสวนสมเด็จฯ มีบรรยากาศร่มรื่น อากาศเย็น ณัฐพงศ์บอกว่า เป็นสวนป่าแบบผสมผสาน เน้นปลูกต้นไม้ 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง คือได้ความร่มรื่นเกิดความสมดุลของระบบนิเวศ ได้กินผล ได้นำไม้มาใช้ประโยชน์ด้านการก่อสร้าง และเป็นยา จะเห็นว่า ตลอดพื้นที่ 350 ไร่ที่มีการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชสมุนไพรกระจัดกระจายเต็มไปหมดนับร้อยนับพันชนิด และพืชสมุนไพรเหล่านี้บริโภคได้ด้วย นอกจากนี้ในสวนมีบ้านพักสำหรับผู้ที่ไปดูงาน  มี 3 ราคาคือ คืนละ 800 บาท นอนได้ 1-4 คน 1,500 บาท นอนได้กว่า 10 คน 2,000 บาท นอนได้ 20 คน ตรงนี้เขาบอกว่า เป็นเพียงตัวอย่างให้เกษตรกรที่อยู่รอบโครงการ ได้เห็นวิธีในการทำกิจการด้านบ้านพักในในรูปแบบของโฮมสเตย์ต่อไป   
 
 นี่เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่จะโครงการเกษตรทัศนศึกษาไปยัง จ.เพชรบุรี กับ "คม ชัด ลึก" สอบถามได้ที่ โทร.0-2338-3356-7

 ดลมนัส  กาเจ