
เกษตรกรห่วงภัยแล้งฉุดผลผลิต-รายได้
ม.หอการค้าสำรวจผลกระทบภัยแล้ง ชาวไร่ชาวนาห่วงฉุดผลผลิต-รายได้วูบตาม ระบุมีพื้นที่เกษตรเสียหาย 1.9 ล้านไร่ ชี้หากลากยาวถึงสิงหาคมกระทบจีดีพี 0.1-0.2%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรจำนวน 1,795 ตัวอย่าง เกี่ยวกับผลกระทบภัยแล้งต่อระบบเศรษฐกิจว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ 60% ตอบว่าได้รับผลกระทบด้านผลผลิต การเพาะปลูกและการเพาะเลี้ยง ในระดับปานกลางไปถึงมาก โดยภาคเหนือได้รับผลกระทบสูงสุด รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ภาคกลาง ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่หรือ 80% มองว่าปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตลดลง ส่วนอีก 20% ตอบว่าผลผลิตไม่เปลี่ยนแปลง ด้านราคาผลผลิตเกษตร ส่วนใหญ่ 48% ตอบว่าราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลง และ 25.8% ตอบว่าราคาเพิ่มขึ้น และอีก 25.8% ที่เหลือตอบว่าราคาลดลง ส่วนรายได้จากการขายสินค้าเกษตรโดยรวมเกษตรกรส่วนใหญ่ 65.5% ตอบว่ารายได้ลดลง 31% ตอบว่ารายได้ไม่เปลี่ยนแปลง และอีก 3.4% ตอบว่ารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าภัยแล้งครั้งนี้ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง
“จากการสำรวจพบว่าภัยแล้งครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับผลกระทบภัยแล้งในปี 2547 โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤษภาคม มีพื้นการเกษตรเสียหายประมาณ 1.9 ล้านไร่ เป็นมูลค่าความเสียหายรวม 4,350-6,550 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.04-0.05% แต่หากปัญหาภัยแล้งยังยืดเยื้อไปถึงเดือนสิงหาคม อาจทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้จีดีพีหดตัวประมาณ 0.1-0.2% แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อย เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาน้ำได้ รวมทั้งฝนอาจจะเริ่มตกเพิ่มขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม พื้นที่เกษตรที่เสียหายรวม 1.9 ล้านไร่นั้น จากการสำรวจพบว่าพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่เสียหายมากที่สุดรวม 1.3 ล้านไร่ รองลงมาคือ พื้นที่ปลูกพืชสวน 4.2 แสนไร่ และพื้นที่นาข้าว 1.6 แสนไร่ตามลำดับ ส่วนมูลค่าความเสียหายรวม 4,350-6,550 ล้านบาท แบ่งออกเป็นความเสียหายทางตรงจากภาคการเกษตรกรรม 2,600-3,900 บาท และผลกระทบทางอ้อมจากภาคอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร 1,750-2,650 บาท



