ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-“สมานฉันท์”(ปฏิรูปประเทศ)เป็นจริงหรือความฝัน (1)

เรือนชานบ้านเมือง-“สมานฉันท์”(ปฏิรูปประเทศ)เป็นจริงหรือความฝัน (1)

18 มิ.ย. 2553

ย้อนกลับไปตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงแผนปรองดองแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน โดยประกาศเชิญชวนปวงชนชาวไทยให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศผ่านทางโทรทัศน์เฉพาะกิจ (ทีวีพูล) หลังจากนั้นก็มีการเชิญทุกภาคส่วน

เช่น  หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สื่อสารมวลชน ฯลฯ ซึ่งนายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ (ตามแนวที่นักเรียนเก่าออกซ์ฟอร์ดถนัด) ว่าการทำงานครั้งนี้เพื่อส่วนรวมและเพื่อชาติบ้านเมือง อีกทั้งยังตระหนักว่าความคิดเห็นที่แตกต่างทางสังคมเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย    

 นอกจากนั้น การดำเนินงานตามแผนฯ ครั้งนี้จะไม่ทำลายความหลากหลาย ไม่ทำลายความแตกต่าง และเหตุการณ์ใดๆ ที่ผ่านมาจะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ และนายกฯ ยังทิ้งท้ายว่าจะเร่งดำเนินงานให้การ “สมานฉันท์” อันเป็นวาระแห่งชาตินี้ แล้วเสร็จภายในสิ้นปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แด่พี่น้องประชาชนชาวไทย  

 ในทัศนคติของผมหากฟันธงลงไปแบบไม่เกรงใจ ยิ่งท่านนายกฯ ให้ทัศนคติ แสดงวิสัยทัศน์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้มากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาแล้วเสร็จ ก็ยิ่งเป็นความฝันกลางวันที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็เป็นไปได้ยากถึงยากที่สุด นอกจากจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นเท่านั้น

 จะว่ากันไปตามเนื้อผ้าแล้ว หากพูดถึงการ “สมานฉันท์” ต้องหาให้ได้ก่อนว่าใครจะปรองดองกับใคร หากไม่สามารถหา “เหตุ” ที่แท้จริงที่นำมาซึ่งความ “ขัดแย้ง” ได้ มัวแต่หลงอยู่ที่ “ผล” อีกร้อยชาติก็ไม่สามารถสร้างความ “สมานฉันท์” ได้    เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาที่ “เหตุ” ได้ ดังนั้น จำเป็นต้องวิเคราะห์หา “เหตุ” ที่แท้จริงของความ “ขัดแย้ง” ให้ได้เสียก่อน รวมไปถึงการประเมินและคาดการณ์ “ผล” ที่ตามมาในอนาคต มิฉะนั้น ยิ่งดำเนินการก็จะยิ่งก่อให้เกิดความ “แตกแยก” และจะเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างสับสนแบบ “ไร้ทิศทาง” สุดท้ายแล้วมักจะจบลงแบบ “มวยล้ม ต้มคนดู”  

 ดังนั้น ต้องยอมรับกันก่อนว่าความ “ขัดแย้ง” ที่ปะทุขึ้นในสังคมไทยนั้น เป็น “ผล” จากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัวของกลุ่มต่างๆ (ซึ่งในทุกภาคส่วนล้วนแล้วแต่มีการผูกขาดอำนาจ) จะว่าไปแล้วความ “ขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้น เป็นความ “ขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นระหว่าง “กลุ่มทุนเก่า” หรือ “กลุ่มขั้วอำนาจเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” หรือ “กลุ่มขั้วอำนาจใหม่” ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบก้าวกระโดดมาแรงแซงโค้งจน “กลุ่มขั้วอำนาจเก่า” รู้สึกอึดอัดไม่ปลอดภัย จึงหันไปสร้าง “พันธมิตร” ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการเติบโตของ “กลุ่มทุนใหม่” และจับมือกับ “ชนชั้นสูง” เพื่อหาทางต่อกรรับมือกับการขยายตัวของ “กลุ่มทุนใหม่” ดำเนินกิจกรรมเพื่อโน้มน้าวให้สังคมเห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการล่มสลายในเชิงโครงสร้าง (ในระบบเก่า)  

 อีกทั้งพยามยามบอกให้สังคมรับรู้ว่าการพัฒนาประเทศไปในทิศทางดังกล่าว (ที่ถูกครอบงำโดยกลุ่ม “ทุนใหม่”) เป็นอันตรายอย่างยิ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นอกจากนั้นกลุ่ม “ชนชั้นนำ” (ที่มักถูกเรียกว่ากลุ่ม “อำมาตย์”) รวมทั้งกลุ่มชนชั้นอื่นๆ ที่ยังอยากเห็นสังคมไทยอยู่ในสภาพสังคมในอุดมคติ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก ภายใต้การชี้นำและครอบงำของพวกตน ยิ่งได้ตัวแทนที่มาจากเผ่าพันธุ์ผู้รากมากดีสังกัดชนชั้นสูงได้ก็ยิ่งดี คงไม่ปฏิเสธนะครับว่าชนกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้งที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะเห็นปรากฏการณ์อันเป็นรูปธรรมที่มักจะได้บรรดานักการเมืองที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยในสภา มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์และเกิดการคอรัปชั่นโกงกินดังเช่นที่ปรากฏอยู่ 

 สัปดาห์นี้พื้นที่หมดครับ มาต่อกันในสัปดาห์หน้า มาตีแผ่กันครับว่า “สมานฉันท์”  (ปฏิรูปประเทศไทย) เป็นความจริงหรือเป็นความฝัน  ครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์