
DSI-ปปง.แยก5กลุ่มหลักธุรกรรมการเงินต้องสงสัย
"ดีเอสไอ-ปปง."แยกประเภทธุรกรรมการเงินต้องสงสัยออกเป็น 5 กลุ่มหลัก หวังวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเงินกับความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคล
(17มิ.ย.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) พร้อมด้วยพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงภายหลังการประชุมร่วม 4 หน่วยงานประกอบด้วย ดีเอสไอ ปปง. สำนักงานป้องกันและปราบรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) และกรมสรรพากร เรื่องการระงับการทำธุรกรรมบุคคล และนิติบุคคลต้องสงสัยให้การสนับสนุนการก่อการร้ายจำนวน 86 รายชื่อ
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมดังกล่าวจำนวน 8 ชุด โดยแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มผู้ใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มแกนนำผู้ประท้วงและผู้ต้องสงสัย กลุ่มนักการเมือง กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มข้าราชการทหาร ตำรวจ ส่วนอีก 3 ชุด จะเข้ามาสอบสวนรายที่ทำธุรกรรมขาดใหญ่หลักหมื่นล้าน
“การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของปปง.ไม่ได้มองว่าจะมีเงินในบัญชีมากหรือน้อยเกินไป แต่มองว่าเป็นธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติหรือไม่ หลังการเข้าชี้แจงเป็นรายบุคคลอาจไม่พบความผิดปกติก็เป็นได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของแต่ละคนซึ่งจะต้องเข้าชี้แจงว่าเบิกถอนเงินไปทำอะไร กดเอทีเอ็มกี่ครั้ง ใครเป็นผู้ไปกด ” พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวอีกว่า แม้ว่าการวิเคราะห์ธุรกรรมการเงินจะพบความเชื่อโยงระหว่างกลุ่มบุคคลแต่ยังต้องรอหลักฐานอื่นประกอบ จึงจะรู้ว่าความสัมพันธ์ทางการเงินเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่
ด้านพ.ต.อ. ณรัชต์ กล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนจะรอศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ประกาศรายชื่อเพื่อนัดหมายให้บุคคล และนิติบุคคลทั้ง 86 รายชื่อ เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ถ้อยคำชี้แจงการเบิกจ่าย และถอนเงิน ซึ่งเป็นวงเงินธุรกรรมต้องสงสัย โดยประเด็นที่ต้องตรวจสอบจะยึดโยงกับคดีพิเศษ เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือคดีก่อการร้ายหรือก่อความไม่สงบหรือไม่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าพนักงานสอบสวนจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน ไม่ได้กลั่นแกล้งผู้ใดทางการเมือง เบื้องต้นให้คำแนะนำว่าขอให้ชี้แจงที่มาและที่ไปของเงินและนำเอกสารมายืนยันให้ครบถ้วน หากชี้แจงได้ไม่สมเหตุสมผลก็จะมีขั้นตอนทางการสอบสวนดำเนินการต่อไป ในส่วนของกรมสรรพากรจะเข้ามาวิเคราะห์ที่มาของรายได้เพื่อตรวจสอบว่าเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่



