
ก.พลังงานยันก๊าซธรรมชาติอีก10ปีหมดแน่
ก.พลังงาน ยันก๊าซธรรมชาติอีก 10 ปีหมดแน่ ย้ำจำเป็นต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์มาทดแทน เผยเดือน ก . ค . ได้ข้อสรุปตั้งโรงงานนิวเคลียร์ เลือก 5 จังหวัด
(17มิ.ย.) ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ ( กมธ .) วิสามัญพิจารณาร่างพ . ร . บ . งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ . ศ .2554 ได้มีการพิจารณางบประมาณของกระทรวงพลังงานจำนวน 2.13 พันล้านบาท โดยที่ประชุมได้สอบถามความคืบหน้าในการหาพลังงานทดแทนว่ามีการดำเนินการอย่างไรเนื่องจากปริมาณพลังงานทางธรรมชาติกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงความชัดเจนในการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อทำการศึกษาหลายครั้งแต่ยังไม่มีความคืบหน้า
นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า เรื่องการจัดการกับปริมาณพลังงานในอนาคตเราได้มีการวางแผนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ( พีดีพี 2010) ของประเทศไทย พ . ศ . 2553-2573 ให้ครอบคลุมพยายามลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติให้มากขึ้น โดยในระยะยาวจะใช้พลังงานนิวเคลียร์จะเข้ามามีบทบาทในด้านพลังงานทดแทนประมาณ 5 พันเมกกะวัตต์ แต่ยอมรับว่าในเรื่องนิวเคลียร์ถูกประชาชนต่อต้านเป็นจำนวนมาก ทำให้จึงต้องมีการเตรียมแผนเพื่อนำเข้าพลังงานประเภท ถ่านหิน หรือ ก๊าชธรรมชาติจากต่างประเทศ หรือการซื้อไฟจากประเทศในลุ่มแม่น้ำสาละวินเพิ่มมากขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ โดยยืนยันว่าพลังงานนิวเคลียร์มีความปลอดภัย
ขณะที่ นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ความจำเป็นที่ต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เข้ามาผลิตไฟฟ้าเพราะที่ผ่านมาไทยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึง 70% มีผลให้ภายในกว่า 10 ปีนี้ก๊าซธรรมชาติอาจจะหมดไป จึงมีความจำเป็นต้องไปให้ไปลงทุนหาพลังงานในต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศรัฐบาลได้พยายามผลักดันโครงการนี้โดยกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการตามคำแนะนำและมาตรฐานของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ( ไอเออีเอ ) ที่ให้เวลา 3 ปีในการเตรียมการดังนี้ 1. หาที่ตั้งโรงไฟฟ้า และ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น งบประมาณ บุคคลากร ตอนนี้เราได้ทำการสำรวจที่ตั้งน่าจะเป็น 15 แห่ง ต้องคัดให้เหลือ 2 แห่งโดยได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาดำเนินการศึกษา คาดว่าในเดือนก . ค . จะทราบว่าพื้นที่จังหวัดจะเป็นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดยสถานที่ที่น่าจะเป็นไปได้ มี 5 แห่ง คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตราด อุบลราชธานี นครสวรรค์ โดยตามมาตรฐานของไอเอทีเอสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าต้องไม่อยู่ในแนวแผ่นดินไหว
นายณอคุณ กล่าวว่า เราต้องสร้างความรู้เข้าใจให้ประชาชน เอ็นจีโอและองค์กรภาคประชาชนได้ดำเนินการต่อต้านด้วยการให้ข้อมูลชาวบ้าน แต่ยืนยันว่า ได้ดำเนินการสำรวจและสอบถามประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งคำถามประชาชนสงสัยว่าพื้นที่จะได้อะไร ในเรื่องนี้เราได้ชี้แจงต่อชาวบ้านว่าคิดว่า เงินจำนวน 5 สตางค์ต่อหน่วยของการผลิตจะสามารถนำมาเป็นกองทุนให้กับชุมชนในพื้นที่ได้ประมาณ 500 ล้านต่อปี ตลอดช่วงอายุของโรงไฟฟ้าประมาณ 50 ปี ชาวบ้านถามว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ยืนยันว่ามีสูงและค่าไฟฟ้าจากนิวเคลียร์จะถูกกว่าประเภทอื่นๆ
นายณอคุณ กล่าวว่า ในประเทศเพื่อนบ้านที่ได้มีการก่อสร้างแล้ว คือ เวียดนาม มีความคืบหน้ามากมีที่สถานที่ตั้ง ทั้งนี้เคยมีหลายฝ่ายเสนอให้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วก็ไปซื้อไฟที่ผลิตได้จากประเทศเพื่อนบ้านแทนเพื่อความปลอดภัยว่าจะได้ไม่ต้องมารับความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แบบนี้คิดว่าถ้าจะมีการก่อสร้างในลาว หรือ เขมรก็เป็นไปได้ถ้าเรารับซื้อเพราะประเทศเหล่านั้นมีความต้องการน้อยกว่าเรา แต่แทนที่เราจะรับซื้อน่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเองเพราะจะควบคุมปริมาณและคุณภาพในการผลิตได้ดีกว่า
" หลังจากเดือนก.ค.เมื่อได้สถานที่ก่อสร้างแล้ว ภายใน 6 เดือนจะต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมในทุกๆด้าน เช่น ข้อกฎหมาย กำลังคน งบประมาณ สายส่ง การจัดการสิ่งแวดล้อม ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานของไอเออีเอ จากนั้นเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติต้นปีหน้าพิจารณาและเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ถ้าได้รับการอนุมัติก็สามารถดำเนินการก่อสร้างได้เสร็จภายในระยะเวลา 6 - 9 ปี ด้วยงบประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาทต่อหนึ่งโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิต 1 พันเมกกะวัตต์ ยืนยันว่าการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงเพราะอยู่เป็นรุ่น 3 ของการสร้างโรงไฟฟ้า ส่วนเหตุการณ์ระเบิดที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลของยูเครนนั้นเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในยุคแรกที่เทคโนโลยียังไม่มีการพัฒนามากนักถ้าเทียบกับปัจจุบันที่การก่อสร้างสามารถสร้างป้องกันการรั่วไหลของสารกำมันตภาพรังสีได้จำนวนมาก " นายณอคุณ กล่าว



