ข่าว

เวทีระดมปฏิรูปประเทศไทยเสนอ7ข้อลดเหลื่อมล้ำ

เวทีระดมปฏิรูปประเทศไทยเสนอ7ข้อลดเหลื่อมล้ำ

17 มิ.ย. 2553

“ประเวศ” ชี้ปฏิรูปประเทศไทย ต้องลดความเหลื่อมล้ำ เชื่อความปรองดองจะตามมา แนะสังคมต้องนำการเมือง ใช้ 3 พลัง แก้วิกฤติ เตือนคนไทยหันมาใช้สมองส่วนหน้า เน้นใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา มากกว่าเอาชนะ

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี มูลนิธิพัฒนาไท โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดเวทีระดมความเห็นเพื่อหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทย โดยมีกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐ เข้าร่วมกว่า 500 คน ทั้งนี้ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทย” ว่า  ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือวิกฤตการณ์ลูกที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุด แก้ไขยากที่สุด เพราะเป็นวิกฤติแห่งความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง ซึ่งอำนาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นจึงต้องใช้สังคมนำและการเมืองตาม เพราะหากใช้การเมืองนำ ก็จะถูกคัดค้านจากฝ่ายค้าน แต่ถ้าสังคมนำและการเมืองตามจะง่ายขึ้น

 นพ.ประเวศ กล่าวว่า หากเราดูเรื่องการเคลื่อนของอำนาจนั้น เริ่มจากอำนาจรัฐ ตามด้วยอำนาจเงิน ซึ่งอำนาจจะไม่ลงตัว แต่สิ่งที่อยากเห็นคืออำนาจทางสังคม หรือสังคมานุภาพ เป็นตัวเชื่อมอำนาจรัฐ และอำนาจเงิน ซึ่งจะไม่ทำร้ายกัน แต่เป็นตัวเชื่อมกันให้เกิดความลงตัว และควรใช้สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่งจะมีพลังในการทำเรื่องที่ยากๆ และเคยทำสำเร็จมาแล้วในการเคลื่อนไหวของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุดก็สามารถทำได้สำเร็จ สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ประกอบด้วย 3 พลัง คือ พลังทางปัญญา พลังทางสังคม และพลังของอำนาจรัฐ ที่เชื่อมโยงกัน เพราะในกรณีของประธานาธิบดีอาคีโน ของฟิลิปปินส์ ที่มีทั้งพลังจากอำนาจรัฐและพลังทางสังคม เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แต่ไม่สามารถทำเรื่องการแก้ไขความยากจนและความอยุติธรรมทางสังคมได้สำเร็จ เพราะยังขาดพลังทางปัญญา เช่นเดียวกับประธานาธิบดีคลินตัน ของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการทำเรื่องปฏิรูประบบสุขภาพ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีพลังอำนาจรัฐและพลังทางปัญญา แต่ยังขาดพลังทางสังคม ดังนั้นการทำมุมใดมุมหนึ่งก็ไม่สำเร็จ ซึ่งคุณทักษิณ ถือว่ามีอำนาจมากที่สุดทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงิน ก็ไม่สำเร็จ

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทย ต้องใช้พลังทางสังคม โดยสังคมต้องเป็นฝ่ายนำ ซึ่งตอนนี้มีนิมิตหมายที่ดีที่คนในสังคมเริ่มตื่นตัวกันมากขึ้น หากมีการรวมตัวในทุกพื้นที่ ในทุกเรื่อง สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างเชิงดิ่ง เป็นเชิงราบ เรียกว่า “ประชาสังคม” ดังนั้นการเคลื่อนไหวของประชาสังคมต้องหนุนให้เกิดขึ้นอย่างอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับใคร และต้องมีความหลากหลาย แต่สิ่งที่น่าทำคือ ควรมีการรับรู้ว่ากลุ่มไหนคิดอะไร ควรรับฟังมาทั้งหมด แล้วนำมาสังเคราะห์เป็นเรื่องหลักๆว่าสิ่งที่ประชาสังคมเสนอมีเรื่องอะไรบ้าง แล้วนำกลับไปที่สังคมจนเกิดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นแสงเลเซอร์ทางสังคม ที่ไม่มีอะไรมายุติได้ เช่น การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปภาษี ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์ทางสังคมทั้งหมด ไม่ว่าฝ่ายรัฐจะเป็นใคร ก็จะต้องทำตามเจตนารมณ์ทางสังคม

 อย่างไรก็ตามเรายังขาดความสามารถในการสังเคราะห์ประเด็นเชิงนโยบายให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ แม้ว่าจะมีหน่วยงานอย่างสภาพัฒน์ สภาพัฒนาการเมือง หรือสภาองค์กรชุมชน แต่ก็ไม่มีพลัง เพราะยังขาดการสังเคราะห์ที่ชัดเจน รวมถึงสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังขาดการสังเคราะห์ประเด็นเชิงนโยบาย ซึ่งเรื่องนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่กระทบแทบทุกอณูทางสังคม ดังนั้นจึงต้องโทษมหาวิทยาลัย ที่ไม่สามารถสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปฏิรูป เพื่อมหาวิทยาลัยเข้าไปหนุนท้องถิ่นทั้งหมด เนื่องจากมหาวิทยาลัยอยู่นอกสังคมไม่รู้ร้อนรู้หนาวทางสังคม ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องสัมผัสชุมชนท้องถิ่น

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ ต้องมีการออกแบบกลไกเพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มในสังคม เพื่อสังเคราะห์เป็นนโยบายและนำกลับสู่สังคม เพื่อให้สังคมมีปัญญา นั่นคือประชาธิปไตยทางตรง เพราะปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทำให้อยากเข้ามามีส่วนในประชาธิปไตยทางตรงมากขึ้น ซึ่งมาจากการใช้พลังทางสังคมและปัญญา และหากเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยโดยอ้อมคือ พลังเชิงนโยบาย ซึ่งนั่นถือเป็นการใช้สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา งานของเราจึงไม่รังเกียจการเมือง อย่าไปรอจนกว่าจะมีนักการเมืองที่ดี เพราะถ้าทำเรื่องพลังทางสังคมและปัญญามาเชื่อมกับนักการเมือง เชื่อว่านักการเมืองก็จะทำในเรื่องที่ดีได้ ดังนั้นอำนาจรัฐที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นั้นควรให้การสนับสนุน ปล่อยให้เป็นอิสระ และไม่ควรครอบงำอำนาจทางสังคม ปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวอย่างอิสระหลากหลายจนได้นโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ แล้วภูเขาก็จะเขยื้อน เรื่องที่ยากก็จะทำได้

 “คนในสังคมปัจจุบันมักคุ้นเคยกับการใช้สมองส่วนหลัง คือ ใช้การต่อสู้และการเอาชนะ ตนอยากให้กลับมาใช้สมองส่วนหน้า คือ สติปัญญาให้มากขึ้น เพราะไม่มีปัญหาอะไรที่ไม่สามารถแก้ได้ ตนไม่อยากเห็นคนไทยมองทางลบว่าแก้ไม่ได้ แต่ทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วยคนไทยด้วยกันเอง”ศ.นพ.ประเวศ กล่าว 

 ศ.นพ.ประเวศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ภาระกิจสำคัญคือ การปฏิรูปประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างความเป็นธรรม แก้ปัญหาความยากจนเป็นหลัก ไม่ใช่การสร้างความปรองดอง เพราะหากปฏิรูปประเทศไทยได้ ความสามัคคี ปรองดองก็จะตามมาเอง ปัญหาเรื่องความเป็นธรรม การเคารพศักดิ์ศรี เป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาคสังคมควรเร่งสร้างกลไกในการปฏิรูป โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน แต่กลไลต้องเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีภาครัฐ หรือการเมืองมาครอบงำ

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า สำหรับการสร้างกลไก สามารถทำได้ โดยจัดตั้งเป็นมติครม. หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีคณะทำงานแก้ปัญหา ซึ่งควรจะจัดทำแล้วเสร็จภายใน 3-4 เดือนนับจากนี้ และต้องมีมาตรการแก้ปัญหาที่เข้มข้นและแรงพอที่จะสร้างความเป็นธรรมกับสังคมได้ เช่น มาตรการทางภาษี  การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การสร้างสัมคมสวัสดิการ ระบบยุติธรรม และระบบการศึกษา เป็นต้น ซึ่งกลไกเหล่านี้จะมีความยั่งยืน แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม

 “ไม่อยากให้สังคมรอให้ภาครัฐจัดโครงการประชานิยมมมาช่วยเหลือ เพราะสุดท้ายแล้วการประชานิยมเป็นการทำลายระบบความเข้มแข็งของสังคม เพราะประชาชนจะมัวรอรับแจก รอความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยที่ตัวเองไม่ช่วยเหลือตัวเองเลย ในทางกลับกันหากส่งเสริมให้ชุมชนมีกระบวนการรวมตัวของชุมชนอย่างเข้มแข็ง จะเกิดพลังขับเคลื่อนงานทุกอย่างได้ด้วยชุมชนเอง สุดท้ายแล้ว ชุมชนก็จะเข้มแข็ง แก้ปัญหาได้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

เวทีระดมปฏิรูปเสนอ7ข้อลดความเหลื่อมล้ำ

         ผลจากการประชุมระดมความคิดเพื่อหาแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้ เครือข่ายภาคีจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และภาครัฐได้ร่วมกันเสนอแนะความคิดเห็นต่อแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งทุกฝ่ายเห็นร่วมกันในหลักการที่ต้อง”ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม” ในการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ โดยมีข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปในเชิงประเด็นและเชิงกลไกกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย โดยสรุป ดังนี้
ข้อเสนอเชิงประเด็น

1.          การบริหารจัดการ/การจัดสรรทรัพยากร

 ให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจในการจัดการทรัพยากร การแก้ไขปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเองภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน ศึกษาผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

2.    อาชีพ/รายได้/ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

  การพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบคนจนและทำลายเศรษฐกิจชุมชน สร้างโอกาสการทำกินของประชาชนให้มีความทั่วถึง เป็นธรรม ตั้งแต่โอกาสการเข้าถึง การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชุมชน การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการจัดการทรัพยากรชุมชน ปกป้องวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

 กำหนดให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติ

3.      การศึกษา

  การปฏิรูปการศึกษา ต้องให้ความสำคัญกับ กระบวนการคิดที่ยอมรับความแตกต่าง ปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องประชาธิปไตย สิทธิและหน้าที่ โดยเฉพาะสำนึกในความเป็นพลเมืองและประเด็นความเหลื่อมล้ำในสังคมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกัน จัดกระบวนการการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และศักยภาพในการใช้ความคิดในทางสร้างสรรค์ การจัดโครงสร้างหลักสูตรที่เอื้อต่อการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม และการสร้างการเรียนรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทัน

    ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ มีการเปิดพื้นที่ให้กับเด็กและเยาวชนในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการศึกษาต้องตอบโจทย์สังคม และวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย

4.    ประเด็นสังคมอื่นๆ

    เด็กและเยาวชน

-        สร้างพื้นที่ในการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกัน รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน และเพิ่มช่องทางในการสื่อสารความคิดเห็นในการพัฒนาประเทศเพื่อให้สังคมเห็นคุณค่า

-        ส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรม ของคนไทยตั้งแต่เยาว์วัย

   การมีส่วนร่วม

-        การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูประเทศไทย

-        การสร้างโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนไทยเข้าใจถึงเป้าหมายในการสร้างอนาคตของประเทศร่วมกัน

-        การเชื่อมความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัดและโรงเรียน โดยการสนับสนุนที่สำคัญขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

   ความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม

-        ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสวัสดิการสังคมของประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงระบบอุปถัมภ์ในสังคม

-        ปรับสมดุลของสังคมในทุกด้าน (ด้านรายได้ โอกาส อำนาจ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการจัดสวัสดิการ) ครอบคลุมการจัดสวัสดิการให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา การประกอบอาชีพ ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสวัสดิการสังคมของประชาชน

-        สร้างจิตสำนึกและการทำกิจกรรม เพื่อการเยียวยาให้ผู้ที่มีโอกาสดีกว่า ให้ความช่วยเหลือและสร้างพลังให้กับผู้ด้อยโอกาส ควบคู่กับการออกแบบสังคมและสิ่งอำนวยที่เอื้อต่อกลุ่มคนผู้พิการ

5.       การบริหารราชการแผ่นดิน/กฎหมาย

  ปฏิรูประบบราชการ ให้มีระบบประเมินผลโดยประชาชน หรือเริ่มใช้กระบวนการจัดการที่เน้นระบบที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และทำงานภายใต้จิตสำนึกที่ดีมีความเป็นธรรม

   การปฏิรูปกลไกและการตรวจสอบโดย ให้มีการตรวจสอบอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 87(3) ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550

  แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง/กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผลด้วยมาตรฐานเดียว

ปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐ

 ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน (ส่วนภูมิภาค)

-        ผู้ว่าราชการ ต้องมาจากการจัดทำประชาคม โดยมหาดไทย เสนอรายชื่อผู้ว่าน ให้ประชาคมจัวหวัดร่วมกันพิจารณาทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ในการแต่งตั้งผู้บริหารทุกระดับ ให้นำแนวคิดและความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้ง

-        การบริหารงบประมาณ จัดให้มีคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ที่ต้องนำแผนชุมชนของพื้นที่ระดับหมู่บ้านมาร่วมจัดทำประชาคมแผนฯ เสนอต่อสภาประชาชนจังหวัดอนุมัติ

-        การบริหารพื้นที่เป็นรูปแบบสภาประชาชน ด้วยสมาชิกของสภาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัดเช่น สภาผู้สูงอายุ สภาหอการค้า สภาองค์กรชุมชน สภาอุตสาหกรรม เป็นต้น

-        การตรวจสอบการนำแผนฯ สู่การปฏิบัติ และการควบคุมประเมินผลการดำเนินงานโดยคณะประชาคมร่วมคณะทำงานผ่านสมัชชาตามภารกิจงานของกระทรวงฯ

-        การสร้างความรู้ความเข้าใจของประชาชนถึงระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลฝ่ายรัฐ เพื่อแก้ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างถูกกฎหมาย

6.    การเมือง/การปกครอง/ประชาธิปไตย

 พัฒนาคนที่จะเข้าสู่อาชีพทางการเมือง ให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม โดยเริ่มตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่น และเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบการเมืองการปกครองและความยุติธรรม

การปฏิรูปทางการเมือง ให้พรรคการเมืองและนักการเมือง ดำเนินการ

-        เปลี่ยนแนวคิด/พฤติกรรมนักการเมือง การปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของข้าราชการที่คำนึงถึงประชาชน, การให้ความรู้แก่ประชาชน/เยาวชนในเรื่องของการเมือง เช่น การอบรม/แนะนำแนวคิดในการเลือก สส.

-        ยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองและข้าราชการการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หมวด 13 อย่างเคร่งครัด

-        สร้างกลไกระดับพรรคและระดับสมาชิกพรรค ในการควบคุมตรวจสอบพฤติกรรม การปฏิบัติของพรรคและนักการเมืองของพรรคตนเอง ไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์

-        มีมาตรการที่เหมาะสม ไม่ให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองไปสนับสนุน ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมต่อการเคลื่อนไหวที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยของมวลชน

 ก.ก.ต. หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต้องให้น้ำหนักอย่างสูงกับการสนับสนุนกิจกรรมที่นำไปสู่การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีทักษะ ของสมาชิกพรรคการเมืองหรือประชาชนในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในทุกระดับ ทั้งการใช้จ่ายงบประมาณ และการใช้อำนาจอนุมัติ

   สร้างเสริมให้เกิดระบบการเมืองที่ไม่พึ่งพิงทุนทางการเมืองของบุคคลหรือกลุ่มทุน แต่ให้พึ่งพิงทุนหรือการสนับสนุนจากรัฐหรือประชาชน

   ปลูกฝังค่านิยม สิทธิหน้าที่ของพลเมืองไทยให้กับเยาวชนและประชาชนได้เข้าถึงแก่นแท้ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปฏิรูประบบประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในสังคมไทยและจากฐานล่างของสังคม

     สร้างความรู้ความเข้าใจในวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการสร้างวิทยากรแกนนำระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดให้อาสาสมัครต้นแบบประชาธิปไตยในแต่ละอำเภอ และจัดกิจกรรมส่งเสริมวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยในระดับหมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นกลไกในการขับเคลื่อน

      การสร้างความรู้แก่ประชาชนให้รู้เท่าทันนักการเมือง และการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของนักการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน และปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐ และนายทุนที่แผ่อิทธิพล และนำมาซึ่งการดำเนินการที่ไม่ยุติธรรม และเกิดการคอรัปชั่นที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ปัญหาที่อยู่อาศัย สิทธิชุมชนระดับตำบล

7.    สื่อ

-          เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้าถึงสื่อ ด้วยการมีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมผลิตรายการ เป็นเจ้าของรายการในระดับจังหวัดให้มากขึ้น ไม่ครอบครองผูกขาดความคิดไว้ที่ส่วนกลาง โดยเริ่มนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม

-          การให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน และสร้างระบบการสื่อสารที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น และนำเสนอข้อมูลข่าวสารจากมุมมองของประชาชน

-          ภาครัฐต้องเข้ามากำกับดูแล และผลักดันให้เกิดกฎหมายเพื่อควบคุมและสร้างให้เกิดสื่อสร้างสรรค์ โดยเฉพาะสื่อสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ยังขาดภูมิคุ้มกัน เช่นเด็กและเยาวชน

ข้อเสนอเชิงกลไก/กระบวนการการปฏิรูปประเทศไทย 

1.  แนวทางการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย ควรยึดหลัก 5 ส. ได้แก่     สันติภาพ : ยึดหลักเมตตาธรรม และนำไปปฏิบัติอย่างจริงใจและจริงจัง โดยปราศจากเงื่อนไขที่นำไปสู่การขัดแย้ง สามัคคี : น้อมนำแนวพระราชดำรัส รู้รัก สามัคคี และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  สัตยาบัน : ทุกฝ่ายลงนามข้อตกลงร่วมกัน และประกาศให้สังคมและนานาชาติรับรู้    สื่อสาร : ทุกฝ่ายเจรจาบนความจริงใจและความเป็นมิตร โดยหาข้อตกลงและบทสรุปร่วมกันส่วนร่วม : ทุกภาคส่วนในสังคม ร่วมคิด ร่วมกำหนดมาตรการ แนวทางและจัดทำแผนปฏิบัติการในการปฏิรูปฯอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยทุกภาคส่วนให้การยอมรับและนำไปสู่การปฏิบัติ

2.  เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยทุกระดับ ทั้งระดับตำบล เมือง จังหวัด ให้มีทั้งเวทีหารือแนวทางปฏิรูป และปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาชุมชนท้องถิ่นควบคู่กันไป โดย

-          จัดเวทีปฏิรูปและนำเนื้อหา/ข้อเสนอจากเวทีเครือข่ายต่าง ๆ ที่จัดอยู่แล้วในระดับชุมชนมาเป็นแนวทางในการปฏิรูป เช่น สภาองค์กรชุมชน เครือข่ายงานพัฒนาเชิงพื้นที่/ประเด็นต่าง ๆ

-          สร้างความรู้ความเข้าใจ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการสร้างความรักและสามัคคี และการดูแลในชุมชน โดยการจัดประชุมในภาคประชาชน ชุมชน NGOs

-          สร้างความตระหนักและเข้าใจถึงการพัฒนาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน สร้างแผนแม่บทชุมชน และการใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

-          ใช้แนวทางธุรกิจเพื่อสังคมและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจต่อสังคมเป็นตัวเชื่อมของคนที่ด้อยสิทธิในสังคม กับบุคคลที่เป็นชนชั้นนำในสังคม และเป็นการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนในระดับหมู่บ้าน

-          ฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นจากฐานล่างในระดับตำบลหมู่บ้าน โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของชุมชนในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนและส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ โดยการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมและมีความสมดุลทั้งศก. จิตใจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง การศึกษา สุขภาพ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

3.  จัดกลไกที่เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุน ไม่เข้าไปทำเอง แต่ทำในส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง

4. เสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีเชิญผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาช่วยคิด ช่วยดูแลการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย ได้แก่ ท่านอานันท์ ปันยารชุน อ.ประเวศ วะสี อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นต้น

"นายกฯ"วางกรอบ3ปีปฏิรูปประเทศเห็นผลอีก1สัปดาห์ได้ชื่อคกก.

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังห้องแซฟไฟล์ 4 - 5 อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ชั้น 2 อิมแพ็คเมืองทองธานี เพื่อร่วมรับฟังสรุปการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อหารือแนวทางปฏิรูปประเทศไทย

 จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวภายหลังนั่งรับฟังข้อเสนอต่างๆว่า ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดกัน ตนคิดว่าคนที่สนใจเรื่องราวความเป็นอยู่ของคนไทยกับบ้านเมืองจะทราบดีว่าเป็นปัญหาที่ยากมาก และสะสมมาเป็นเวลาช้านานทั้งเรื่องหนี้สิน ที่ดินทำกิน โอกาส-ความยุติธรรมฯ และหลายเรื่อง ที่ต้องขอบคุณเพราะขณะที่ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไข ประชาชนก็พยายามเข้ามามีส่วนร่วมแต่ยังแก้ไขปัญหาได้น้อยหรือยังแก้ไม่ได้

 “ขอบคุณที่ไม่ท้อถอยและขอบคุณที่ความกล้าหาญพอที่จะคิดว่าปัญหานี้มันแก้ได้ และขอบคุณที่ไม่ท้อถอยสำหรับสถานการณ์อย่างนี้ คือสภาพปัญหาก็ยากอยู่แล้วเพราะหลายคนยังวิติกกังวัลถึงวิกฤติความแตกแยกที่เกิดขึ้นยิ่งจึงทำให้คิดว่าจะแก้ไขได้ยาก แม้แต่การรวมตัวกันมาของหลายองค์กรวันนี้ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมส่วนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนว่าเป็นปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในการรวบรวมให้คนไทยเราเป็นนึ่งเดียวในการทำเรื่องนี้ ” นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวอีกว่า คิดว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสและจังหวะในการกระตุ้นที่ต้องทำเรื่องยากแบบนี้ เพราะบ้านเมืองมาถึงจุดคิดที่จะแก้ไขเล็กๆน้อยๆก็คงไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ เพราะปัญหาสะสม รุนแรง ทั้งเชิงโครงสร้างและระบบถ้าไม่แก้ในจังหวะแบบนี้ก็ยากที่จะเดินต่อ ฉะนั้นหวังว่าแรงบันดาลใจ ความตั้งใจ ความกล้าหาญที่ทุกท่านมาร่วมกันจะเป็นพลังช่วยให้คนจำนวนมากที่ไม่ได้มาร่วมวันนี้ และทำให้คนจำนวนนึ่งที่ไม่มั่นใจ ยังหวาดระแวงที่จะเข้ามาทำงานนี้จริงๆ

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เนื้อหาสาระของประเด็นที่จะดำเนินการและกลไก-กระบวนการ โดยในส่วนของเนื้อหาสาระนั้นนอกเหนือจากที่ระดมความเห็นในวันนี้แล้วตนเชื่อว่าเมื่อมีการระดมความเห็นต่อไปในอนาคตก็คงจะมีประเด็นเพิ่มขึ้นแต่จะไม่ไปปิดกั้น แต่ที่อยากจะเน้นย้ำคือต้องหาทางเชื่อมโยงประเด็นปัญหาต่างๆเพื่อการแก้ปัญหามีความเป็นระบบ มีทิศทางและมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้การที่คณะกรรมการฯชุดของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เข้าพบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานั้นเราส่งลูกจากที่คณะกรรมการสมานฉันท์ของสภาทำไว้ก็ส่งให้เขารับลูก แต่ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดเอาไว้แค่นั้น ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเดินหน้าทำงาน ส่วนเรื่องของการปฏิรูปตำรวจนั้นอยู่ระหว่างการที่จะมีการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่จะมาปฏิรูปในเรื่องของตำรวจ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ถ้าตนรวบรวมความคิดที่หลายฝ่ายสะท้อนเข้ามาออกมาเป็นวิสัยทัศน์จะเป็นวิสัยทัศน์สำหรับคนไทย และสำหรับสังคมไทย โดยในส่วนของ “คน” ก็พูดกันว่าอยากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีคามสุข ซึ่งอาจจะพูดง่ายเป็นนามธรรม ถ้าให้ชัดลงไป คือ 1 .เราต้องการเห็นคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เบื้องต้นเราต้องยอมรับว่าเรามีคนไทยจำนวนหนึ่งซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบาก ขาดแคลนถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้นเขาก็รอคอยการแก้ปัญหาเป็นพิเศษ 2. เราอยากเห็นชีวิตคนไทยทุกคนมีความมั่นคง นอกจากจะมีปัจจัยสี่แล้วต้องดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงความผันผวนต่างๆที่เกิดขึ้นในโลก 3. ทุกคนต้องมีโอกาสในการแสวงหาสิ่งดีดีสำหรับตนเองได้ เช่น มีรายได้สูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการทำงาน ซึ่งจะต้องอาศัยโอกาส ทั้งเรื่องของการศึกษา การเรียนรู้ และด้านอื่นๆ อย่างไรก็ตามบางครั้งทีเราอาจจะมองไปที่เรื่องของระบบสวัสดิการเป็นหลัก แต่ตนหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าจะสร้างรัฐสวัสดิการ แต่จะใช้คำว่าเราต้องมีระบบสวัสดิการ โดยไม่ใช่จะพึ่งรัฐอย่างเดียวซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของเรื่องสิทธิพื้นฐาน ที่ต้องทำเป็นระบบมากกว่านโยนบายบางด้าน เช่น เรียนฟรี รักษาฟรี เบี้ยยังชีพ อันนี้น่าจะตรงกันในเชิงของวิสัยทัศน์ว่าชีวิตคนไทยจะเป็นอย่างไร

 นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนวิสัยทัศน์สำหรับสังคม คือสังคมที่เป็นประธิปไตย เป็นธรรมและมีกติกาของการอยู่ร่วมกันที่ส่งเสริมความสามัคคี โดยยอมรับความแตกต่างความหลากหลายที่เป็นธรรมชาติในทุกสังคม ทั้งนี้การอยู่ร่วมกันแล้วมีความเป็นธรรมมีความเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าการเน้นการมีส่วนร่วม การเปิดพื้นที่ การสร้างเครือข่ายเข้ามาทำงานไม่ใช่กระบวนการปฏิรูปแต่การแก้ไขของประชาชน และของประเทศต่อไปในอนาคตก็เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ทางสังคมตรงนี้ ที่สำคัญประเด็นนี้จะพัน 2 เรื่องที่ไม่ค่อยพูดถึง เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำคนจะเพ่งเล็งไปของเรื่องของรายได้และทรัพย์สิน ชีวิตความอยู่ที่มีตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่วิสัยทัศน์ที่ตนพูดถึงคนไทยและสังคมไทยเป็นการตั้งคำถามและท้าทายกับสิ่งที่เป็นอยู่หลายอย่าง เช่น ทัศนคติระหว่างข้าราชการกับประชาชน

 “ ผมยกตัวอย่างว่าเรื่องเล็กๆเกี่ยวกับการชุมนุมที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกว่าบางทีการเข้าไปร่วมชุมนุมเป็นการแสดงออกบางสิ่งบางอย่าง ผมเคยส่งคนไปคุยกับมอเตอร์ไซด์ที่เขาไปร่วมกับการชุมนุม ความรู้สึกหนึ่งเขาบอกว่าจากที่เขาต้องขี่มอเตอร์ไซด์ด้วยความหวาดกลัวตำรวจทุกวัน ช่วงหนึ่งเขาได้ชักธงแดงแล้วตำรวจกลัวเขา นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีความหมายมากขึ้น เราอาจจะขำ แต่ว่านี่คือความรู้สึกลึกๆที่พูดถึงเรื่องความเป็นธรรมที่ไม่เกี่ยวกับรายได้ ไม่ได้เกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่อยู่กับว่าเราจะร่วมกันในสังคมในฐานะผู้ร่วมชาติ ร่วมสังคมบนความเสมอภาค เท่าเทียมให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทั้งนี้จากประเด็นข้อเสนอที่หลากหลายในวันนี้ที่รวบยอดมาให้เห็นผมคิดว่าวิสัยทัศน์เราตรงกันในเรื่องของความต้องการที่จะให้คนไทย และสังคมไทยป็นอย่างไร”นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวถึงเรื่องกลไกของการทำงานนั้น 1 .อายุรัฐบาลนั้นไม่ยาวและยังไงงานนี้ก็ต้องเกินเลยอายุของรัฐบาลอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือวางกลไกที่จะก้าวข้ามอายุของรัฐบาลได้ ที่ตนต้องปรึกษาหารือกับฝ่ายเลขาและผู้ใหญ่ที่จะช่วยงานด้านนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามชื่อบุคคลผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้เอ่ยมาผมก็พร้อมที่จะไปพูดคุยทาบทามในการที่จะมาร่วม และจะพยายามให้ได้ข้อยุติได้ใน 1 สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อที่จะได้เริ่มต้นทำงานกัน

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในการทำงานตรงตนอยากให้ชัดเจนมากขึ้นใน 2 เรื่อง คือกระบวนการกรอบเวลาและบทบาทของรัฐบาล โดยเรื่องของเวลามีคนบอกว่าอาจจะใช้เวลา 5 ปี แต่บางปัญหาอาจจะใช้เวลา 10 ปี แต่คิดว่าเราน่าจะหากรอบเวลาที่พอดี ไม่ใช่ว่าไม่สนใจระยะยาว แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน 5 ปีจากนี้ไปมีอะไรต่างๆเกิดขึ้นเยอะเราก็ต้องทบทวนกระบวนการเหล่านี้อีก

 “แต่ความรู้สึกผมกรอบเวลาสัก 3 ปีเป็นกรอบเวลาที่เป็นจริง คือไม่สั้นเกินไป เพราะงานหลายอย่างยาก และยาวเพียงพอแต่ไม่มากไปที่ทำให้คนรู้สึกว่าจะเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องช่วยกันคิดว่ากระบวนการที่จะทำ กลไกที่จะตั้งขึ้นการที่จะออกไปรับฟังความเห็นที่ภาครัฐมีแนวทาง เช่น ที่จะมีการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ นั้นต้องชัดเจนในแผนปฏิบัติว่าจะต้องทำอะไรอย่างไรในแต่ละเรื่องบ้าง ส่วนกรอบเวลาที่คิดว่าจะต้องใช้ในการแก้ปัญหาจะเป็นอย่างไร ต้องมีการสนับสนุนงบจากภาครัฐหรือภาคส่วนเท่าไร ซึ่งตนเคยพูดไว้ว่าแผนน่าจะมีความชัดเจนไม่น่าจะเกินสิ้นปีนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องรอแผนเสร็จแล้วถึงจะคิดอ่านทำหรือแก้ไขปัญหา หากภาคส่วนใดในสังคมที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนแก้ปัญหานี้ได้ก็ทำได้เลยโดยอิสระ เราก็เชิญชวนทุกคน”นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงคำถามว่าภาครัฐจะวางตัวอย่างไรว่า มีสองขั้วที่สุดโต่งอยู่ โดยขั้วหนึ่งบอกว่ารัฐบาลอย่ามายุ่งเพราะการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา อย่ามาชี้นำ จึงเสนอว่าไม่อยากให้ทำอะไรมาก ให้คอยฟังรับคำสั่งอย่างเดียวแล้วให้จัดหางบประมาณเท่านั้น แต่อีกขั้วจะบอกว่าเป็นฝ่ายรัฐบาลจะไม่ทำอะไรเลยหรือ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เพราะสภาพความเป็นจริงเราต้องทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยกันเป็นคู่ขนาน และหลายปัญหาเราก็ทำอยู่ และเราจะเดินหน้าทำแต่ต้องรับฟังตลอดเวลาถึงความคิดเห็นเพิ่มเติม และสิ่งท้วงติง

 “แต่ถึงแม้หลายท่านจะรังเกียจกระบวนการของการเมือง หรืออำนาจรัฐ แต่การแก้ปัญหาอย่างไรท่านต้องให้กระบวนการทางการเมืองและอำนาจรัฐ เช่น การแก้ปัญหาปฏิรูปที่ดินน