
กรณ์หารือจุติโยนไอซีทีสรูป4ประเด็น
นายกฯอภิสิทธิ์ยันรัฐเลิกซื้อหุ้นไทยคมถ้าราคาแพง ทีดีอาร์ไอแนะปฏิรูปสื่อรัฐดีกว่า "กรณ์"หารือ"จุติ"โยนไอซีทีสรูปกม. 4 ประเด็น พร้อมกำชับตลท.-ก.ล.ต.สอบเข้มซื้อขายหุ้นสร้างความโปร่งใส
ที่อาคารคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 17 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบคำถามในระหว่างการร่วมเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางปฏิรูป ประเทศไทย ถึงแนวคิดการซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) จากบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของประเทศสิงคโปร์ ว่า การที่รัฐบาลจะซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นนั้น ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ทั้งนี้ ตนได้ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ไป ดูถึงแนวทางที่เหมาะสม แต่ตนยืนยันว่าถ้าราคาแพง ก็จะไม่ซื้อ
ไอซีที-คลังนัดหารือซื้อดาวเทียมไทยคมวันนี้
นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมน ตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อถกแนวทางการซื้อดาวเทียมไทยคม โดยเฉพาะอาจมีการระดมทุนจากรัฐวิสาหกิจ ขณะที่กรรมาธิการด้านการสื่อสาร ของรัฐสภา จากพรรคเพื่อไทย ต่างออกมาคัดค้านการซื้อดาวเทียมไทยคม ระบุไม่คุ้มทุน และยังเปิดประเด็นเรื่องการปั่นหุ้น เอื้อผลประโยชน์ให้กับคนในรัฐบาลหรือไม่
ขณะเดียวกัน วันนี้จะมีการประชุมนัดพิเศษ โดยประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ผ่านมา ซึ่งจะเชิญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายการุณ โหสกุล แกนนำ นปช. มาให้ข้อมูลด้วย หลังจากเชิญฝ่ายรัฐบาลมาให้ข้อมูลเมื่อ 2 วันก่อน
"กรณ์"กำชับตลท.-ก.ล.ต.สอบเข้มซื้อขายหุ้นไทยคม
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ตั้งสมมติฐานบุคคลที่จะรู้ข้อมูลการซื้อหุ้นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ไว้ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มไปเจรจาและรู้เห็นในเรื่องของการเจรจา ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และตนเอง กลุ่มผู้ที่ร่วมอยู่ในวงสนทนาที่ประเทศสิงคโปร์ กลุ่มผู้บริหารกลุ่มชินคอร์ปและไทยคมที่น่าจะรู้เรื่องนี้เช่นกัน สุดท้ายเป็นสื่อมวลชนที่รู้ข้อมูลก่อนนำมาเขียนข่าว
“สังคมควรจะได้รับรู้ ว่ามีใครไปใช้ประโยชน์จากตรงนี้หรือไม่ แต่ผมไม่อยากให้ด่วนสรุป เพราะบางทีอาจเป็นแค่การซื้อขายตามปกติ เนื่องจากที่ผ่านมาราคาหุ้นก็ไม่ได้หวือหวามาเกือบ 2 เดือนก่อนหน้าที่จะนำเสนอข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์” นายกรณ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าต้องการให้กระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้มีความโปร่งใสเช่นกัน หากพบว่ามีใครใช้ข้อมูลภายในไปซื้อหุ้นดักหน้าไว้ ก็ของให้ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงผู้มีหน้าที่รับผิดชอบได้ดำเนินการจัดการอย่างเด็ดขาด
“ผมต้องการให้ตลท.และก.ล.ต.ดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ใช้ข้อมูลภายในปั่นหุ้นไทยคมจนราคาพุ่งขึ้นไปเกือบ 40% ในเวลา 2 วันที่มีข่าวออกมา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง ส่วนการยื่นตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยเป็นสิ่งที่ดีที่จะตรวจสอบนำคนผิดมาลงโทษ” รมว.คลังระบุ
นายกรณ์ กล่าวว่า ในเวลา 15.00 น. ของวันที่ 17 มิถุนายน ตนได้หารือกับนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที หลังจากได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการใน 4 ประเด็น ได้แก่ แนวทางการปฏิบัติตามคำสั่งศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ แนวทางการซื้อไทยคมคืน การพัฒนาธุรกิจโทรคมนาคม และแนวทางการออกใบอนุญาต 3จี รวมถึงการแปลสัญญาสัมปทานว่าจะให้เกิดความเป็นธรรมในธุรกิจนี้ได้อย่างไร
สำหรับการหารือกันครั้งนี้ เพื่อสานต่อนโยบายจากรัฐมนตรีคนก่อนหน้า เกี่ยวกับ กสท.โทรคมนาคม และทีโอที ที่กระทรวงคลังถือหุ้น 100% เนื่องจากหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพบว่า มีการแปรสัญญาสัมปทานหลายครั้งและได้ทำผิดกฎหมายร่วมทุน ดังนั้น เมื่อมี รมว.ไอซีทีคนใหม่ จึงต้องดูว่าจะมีแนวนโยบายร่วมกันในการแก้ปัญหาอย่างไร
หารือจุติโยนไอซีทีสรูปกม.4ประเด็น
นายกรณ์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับรมว.ไอซีทีว่า ก่อนที่กระทรวงการคลังจะพิจารณาดำเนินการใด ๆ ต่อไปในเรื่องการซื้อดาวเทียมฯคืนมานั้น จะต้องให้กระทรวงไอซีที สรุปความชัดเจนในด้านกฎหมาย 4 ประเด็นมาให้พิจารณาก่อน กระทรวงการคลังจึงจะตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จากนั้นจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ ไอซีทีจะต้องตอบคำถามที่ชัดเจนใน 4 ประเด็นด้านกฎหมายก่อน กระทรวงการคลังจึงจะจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะความชัดเจนเรื่องกฎหมายเหล่านี้ จะมีผลต่อเรื่องราคาของไทยคม ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณาอีกครั้งว่า จำเป็นต้องซื้อคืนหรือไม่ และหากต้องซื้อคืนสมควรที่จะมีมูลค่าเท่าใด เพราะณ เวลานี้เรายังประเมินมูลค่าที่ชัดเจนไม่ได้ ดังนั้น ต้องมีคำตอบเรื่องนี้ก่อน เพราะมีนัยสำคัญต่อกิจการดาวเทียมของไทยคม
สำหรับ 4 ประเด็นข้อกฎหมาย คือ การแก้ไขสัญญาสัมปทานที่อนุมัติ ให้ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ลดสัดส่วนถือหุ้นในไทยคมลงจาก 51% เหลือ 42% กรณีเงินชดเชย 6 ล้านดอลลาร์ ที่ไทยคมฯไม่ได้นำส่งกระทรวงคลัง แต่นำไปซื้อหรือเช่าดาวเทียมโดยพลการ รวมถึงประเด็น ไอพีสตาร์ ที่ไม่ได้เป็นดาวเทียมสำรอง และการดำเนินการ ดาวเทียมไทยคม 5 มีความถูกต้องหรือไม่
ทีดีอาร์ไอแนะปฏิรูปสื่อรัฐดีกว่าซื้อไทยคม
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การที่ดาวเทียมไทยคมอยู่กับต่างชาติอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นดีอยู่ แล้ว ตราบใดที่การเมืองไทยยังไร้เสถียรภาพและรัฐบาลสามารถเปลี่ยนขั้วได้ตลอดเวลา เช่นที่เป็นอยู่
"แม้จะฟังดูไม่เข้าท่าในมุมมองของรัฐบาล แต่อย่างน้อยการที่ต่างชาติถือหุ้นขณะนี้ก็เป็นเพียงการทำธุรกิจ และ โดยปกติ ต่างชาติจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องอื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งปลอดภัยกว่านโยบายที่รัฐบาลจะซื้อคืน เพราะหากเปลี่ยนรัฐบาลไปเป็นพรรคอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์แล้วต้องบริหาร จัดการไทยคม ก็เกิดปัญหาตามมาอยู่ดี"นายสมเกียรติกล่าว
หากจะใช้วิธีซื้อคืนดาวเทียม ต้องเป็นรัฐบาลที่อยู่ยาวเหมือนประเทศจีน จึงจะสามารถทำได้ แต่หากรัฐบาลยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไป ประเทศจะลำบากมากกว่ายังอยู่ในมือต่างชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
นายสมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนเรื่องการซื้อคืน คือ เจรจากับเทมาเซกเพื่อของเปลี่ยนผู้บริหาร หรือ ระดับปฏิบัติการ เพราะทั้งสองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ ช่วงเกิดการชุมนุมทางการเมืองแล้วไม่สามารถปิดการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ พีทีวีได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ดีและควรทำ เพราะไม่ต้องเสียเงินมากเท่ากับการซื้อคืนไทยคม และเชื่อว่าเทมาเซกพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่าง
“รัฐซื้อคืนไทยคมได้ แต่ไม่สามารถบล็อกสัญญาณการออกอากาศพีทีวีได้ เพราะพีทีวีสามารถย้ายไปเช่าใช้ดาวเทียมของประเทศอื่นๆ เมื่อเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่า รัฐบาลต้องกว้านซื้อดาวเทียมทุกดวงที่มีอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การปฏิรูปช่อง 11 ที่เป็นสื่อของรัฐให้เป็นช่องที่เข้าถึงผู้ชมทุกสีเสื้อ ซึ่งหากสื่อรัฐเป็นกลาง รัฐบาลจะสามารถ ชิงฐานมวลชนได้เอง แต่หากสื่อของรัฐยังเป็นแบบปัจจุบัน กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่รับ และต้องหันไปดูทีวีที่เป็นช่องทางของตัวเอง
ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะระดมเงินทุนทั้งจากการตั้งกองทุน หรือ ผ่านรัฐวิสาหกิจอย่าง อสมท. กสท โทรคมนาคม นั้น ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะขณะนี้ อสมท. ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ 100% ขณะที่ กสทฯ แม้จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจดาวเทียมโดยตรง แต่มีจุดอ่อนในเรื่องของการทำตลาดที่ต้องเน้นลูกค้าต่างชาติ ซึ่งวัฒนธรรมของ กสทฯ ไม่ใช่การทำตลาดเชิงรุก ซึ่งจะทำให้มีปัญหาตามมาคือ ซื้อคืนมาได้ แต่ไม่มีผู้บริหารจัดการ



