ข่าว

ชาวนา..โดนยึดที่4กลุ่มสกัดกองทุนฯ...ช่วยชาวบ้าน

ชาวนา..โดนยึดที่4กลุ่มสกัดกองทุนฯ...ช่วยชาวบ้าน

17 มิ.ย. 2553

ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองกำลังคุกรุ่นเกี่ยวกับเรื่องนักการเมืองเข้าไปครอบครองที่ดินบนเกาะสมุย อีกด้านของสังคมคือความเดือดร้อนของชาวนาที่กำลังถูกยึดที่ดินทำกิน

 ความหวังเดียวคือ ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือผ่าน "โครงการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร" ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยมีจุดประสงค์หลักคือ ช่วยเหลือ "ชาวนาเอ็นพีแอล" หรือเกษตรกรที่กำลังจะถูกธนาคารยึดเอาทรัพย์สินที่ดินซึ่งไปค้ำประกันเงินกู้แล้วไม่มีเงินจ่ายคืน

 ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเงิน 5,870 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวนาเอ็นพีแอลอย่างเร่งด่วน โดยแบ่งเป็นงบประมาณปี 2553 จำนวน 1,140 ล้านบาท ปี 2554 จำนวน 2,200 ล้านบาท และปี 2555 จำนวน 2,530 ล้านบาท พร้อมเน้นการเจรจากับธนาคารรัฐทั้ง 4 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย เพื่อสนับสนุนการปลดหนี้เอ็นพีแอล หรือ "หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หนี้เสีย" นั่นเอง 

 ย้อนดูสถิติที่ผ่านมาพบว่า มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนฟื้นฟูฯ แล้วจำนวน 3.6 แสนราย ตั้งแต่ปี 2549-2552 มีผู้ได้รับความช่วยเหลือเพียง 9,800 ราย เป็นจำนวนเงินประมาณ 1.9 พันล้านบาท สรุปง่ายๆ คือ มีชาวไร่ชาวนาเดือดร้อนจากหนี้เอ็นพีแอลมากถึง 3 แสนกว่าราย แต่ผ่านไปเกือบ 5 ปีช่วยได้เพียงไม่ถึง 1 หมื่นราย จึงเกิดคำถามจากตัวแทนชาวนาบางกลุ่มว่า การช่วยเหลือมีการหมกเม็ดหรือไม่

 "อุตสาห์ มิทะลา" ตัวแทนชาวนาจาก อ.นาดูน จ.มหาสารคาม เล่าว่า เกษตรกรภาคอีสานคาดหวังกับโครงการนี้มาก ตั้งแต่ปี 2542 หวังจะช่วยปลดหนี้ทำให้มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ไม่ต้องรับภาระจากดอกเบี้ยและเงินต้นที่พุ่งทะยานขึ้นทุกเดือนแต่ก็ดีใจได้ไม่นานก็พบว่า โครงการช่วยหนี้เอ็นพีแอลนี้ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นร่วมมือกับธนาคารสกัดกั้น และวางแผนให้เงินที่เบิกจ่ายมานั้นเอื้อประโยชน์ต่อธนาคารรัฐมากกว่าชาวนาที่เดือดร้อนจริง

 ตัวแทนชาวนาเผยว่า กลุ่มชาวไร่ชาวนาที่ได้รับการช่วยเหลือเกือบหมื่นคนนั้น ถ้าไปสืบดูจะพบว่า ไม่ได้ถูกช่วยอย่างจริงใจ ส่วนใหญ่จะช่วยแบบมีผลประโยชน์ทับซ้อน อธิบายง่ายๆ ก็คือ ชาวนาที่เป็นหนี้เสียนั้น เกือบทั้งหมดจะเอาทรัพย์สินคือที่ดิน สวนผลไม้ ไปจำนองกับธนาคาร เพื่อเอาเงินมาซื้อปุ๋ยซื้อเครื่องมือทำเกษตร หรือใช้จ่ายในส่วนอื่น ที่ดิน 40-50 ไร่เมื่อนำไปจำนองธนาคารจะประเมินให้เงินกู้มาประมาณ 5 หมื่นหรือ 1 แสนบาท หลักทรัพย์เกินเงินกู้เยอะ แต่พอกลายเป็นหนี้เสีย ไม่มีเงินส่งคืนธนาคารก็จะวิเคราะห์มูลค่าทรัพย์สินที่ดินทันทีว่า เป็น "ที่ดินมีราคา" หรือไม่ หมายถึงเป็นที่ดินแปลงสวยติดถนนหรือมีแนวโน้มที่จะราคาแพงหรือเป็นไร่นาที่สมบูรณ์หรือเปล่า หากประเมินแล้วว่าเป็นที่ดินได้ราคาก็จะไม่ปล่อยให้กองทุนฟื้นฟูฯ เข้ามาซื้อคืนให้ชาวนา

 "พวกนี้จะทำเป็นขบวนการ มีตั้งแต่นายธนาคารที่ประเมินหลักทรัพย์ มีเจ้าหน้าที่กองบังคับคดีให้ข้อมูล มีนายหน้าซื้อขายที่ดิน และพวกผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และข้าราชการ พวกนี้จะสืบว่าหลักทรัพย์หนี้เสียนั้นเป็นอะไร ตั้งอยู่ในพื้นที่ไหน หากราคาแพงกว่าหนี้มากก็จะไปแย่งกันซื้อตอนที่ธนาคารประกาศขายทอดตลาด แต่ถ้าเป็นสินทรัพย์ไม่ดีเป็นที่ดินหรือที่นาที่ไม่มีราคา ธนาคารก็จะปล่อยให้กองทุนฟื้นฟูฯ เอาเงินมาช่วยซื้อไป เพื่อปลดภาระหนี้เสียให้" อุตสาห์ ขยายความ

 ตัวแทนกลุ่มชาวนายกตัวอย่างเพื่อนชาวนาที่อยู่ จ.เลย มีที่ดิน 4 ไร่จำนองไว้กับธนาคารออมสิน เมื่อกลายเป็นหนี้เสีย กองบังคับคดีก็รีบเร่งเอาไปขายทอดตลาดทันที แม้พยายามจะขอร้องอ้อนวอนเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าจะขอใช้สิทธิชะลอการขาย แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับความร่วมมือจากธนาคารแห่งนั้น เพราะปรากฏว่าวันที่ขายทอดตลาดมีผู้มาแย่งกันซื้อที่ดินแปลงนี้ถึง 4 กลุ่มด้วยกัน จึงร้องขอให้กองทุนฟื้นฟูฯ มาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้ทันหรือไม่...

 ทั้งนี้ ตัวแทนชาวนาเสนอทางออกว่า กองทุนฟื้นฟูฯ ต้องเร่งทำงานให้รวดเร็ว และเผยแพร่ข้อมูลให้เกษตรกรได้รับรู้เท่าทันฝ่ายต่างๆ มากกว่านี้ หากเป็นไปได้ควรซื้อหลักทรัพย์จากธนาคารมาให้หมดแล้วนำมาทำเป็นแลนด์แบงก์ หรือที่ดินส่วนกลางที่ให้ชุมชนช่วยกันดูแล เมื่อเจ้าของที่ดินสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้หมด ก็ค่อยปล่อยโอนกรรมสิทธิ์คืนให้ แต่ถ้าทำไม่ได้ทรัพย์สินก็ตกเป็นของส่วนกลางของท้องถิ่น เป็นที่ดินชุมชนที่ทุกคนมีส่วนร่วมช่วยกันดูแล วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ที่ดินแปลงสวยๆ ตกเป็นของนายทุนทั้งหมด 

 "บรรจง ตะริโย" รองเลขาธิการ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ยอมรับว่าการทำงานในอนาคตต้องประสานให้ข้อมูลแก่เกษตรกรมากกว่านี้ จึงได้จัด "โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อการประชาสัมพันธ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามมติคณะรัฐมนตรี" เมื่อวันที่ 26 -28 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อให้ตัวแทนวิทยุชุมชนทั่วประเทศเข้าใจหลักการและนำไปเผยแพร่ให้ชาวบ้านได้ทราบ
     พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือเกษตรกรหนี้เอ็นพีแอลนั้นจะทำโดย แบ่งเงินหนี้สินทั้งหมดออกเป็น 3 ส่วน ก่อนที่จะให้ชาวนาจ่ายคืนเพียง 1 ส่วนเท่านั้น เช่นเงินต้น 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 6 หมื่นบาท รวมเป็น 1.6 แสนบาท ก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ดอกเบี้ย 6 หมื่นบาท ส่วนที่ 2 เงินต้นที่แบ่งครึ่งคือ  5 หมื่นบาท และส่วนที่ 3 เงินต้นที่เหลือ 5 หมื่นบาท โดยจะนำเงินส่วนที่ 1 และ 2 มารวมกันแล้วแขวนไว้คือ 6 หมื่นบวก 5 หมื่น รวมเป็น 1.1 แสนบาท ผู้เป็นหนี้จะเสียแค่ส่วนที่ 3 เท่านั้น คือ 5 หมื่นบาท มีเวลาผ่อนชำระ 15 ปี ถ้าผ่อนชำระได้ครบถ้วน กองทุนจะคืนทรัพย์สินที่มาจำนองให้และยกเงินหนี้ส่วนที่ 1 กับส่วนที่ 2 ให้ทั้งหมด

 "เกษตรกรต้องการให้รัฐช่วยซื้อหนี้คืนให้หมด โดยไม่ต้องผ่อนจ่ายอะไรทั้งสิ้น ซึ่งจะต้องใช้เงินมากถึง 8.6 หมื่นล้านบาท แต่เราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เขาพึ่งพาตัวเองส่วนหนึ่ง รับผิดชอบในหนี้สินและพยายามพัฒนาอาชีพให้สามารถชำระหนี้ได้ แต่ก็ยอมรับว่าข้อมูลลูกหนี้ของแต่ละธนาคารยังมีความซับซ้อนและไม่ชัดเจน สิ่งที่กองทุนพยายามทำอย่างเร่งด่วน 2 ข้อคือ ใช้วิธีเจรจาให้ธนาคารระงับการทวงหนี้ และชะลอการขายทอดตลาด แต่หากใครเป็นหนี้เสียครบ 10 ปี ศาลตัดสินให้ขายหลักทรัพย์ ทางกองทุนก็จะใช้วิธีช่วยเจรจาเพื่อให้ที่ดินของชาวนาไม่หลุดออกไปเป็นของคนอื่น หากใครอยากได้คำปรึกษาเร่งด่วนติดต่อได้ที่ 0-2618-7877" บรรจงกล่าวแนะนำ

 ขณะที่ ประสาร ประดิษฐ์โสภณ ผู้ประสานงานสื่อวิทยุชุมชน 7 ที่เข้าร่วมงานสัมมนาข้างต้น แนะนำว่า ที่ผ่านมาการให้ข้อมูลของภาครัฐยังไม่รอบด้าน มีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ไม่รู้หลักการทำงาน และไม่รู้ว่าจะขอให้กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยเหลือเรื่องใดได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการต่อรองกับธนาคาร ดังนั้นต่อไปนี้ทางวิทยุชุมชน 400 สถานี จะช่วยประสานงานข้อมูลและเผยแพร่เรื่องดังกล่าว เพื่อให้ชาวบ้านรู้เท่าทันเรื่องปรับโครงสร้างหนี้มากกว่านี้