ข่าว

ควบคุม"สถานีภาคพื้น"ทำง่ายกว่าซื้อคืน"ไทยคม"เพื่อความมั่นคง!?

ควบคุม"สถานีภาคพื้น"ทำง่ายกว่าซื้อคืน"ไทยคม"เพื่อความมั่นคง!?

17 มิ.ย. 2553

แนวคิดในการขอซื้อ "ดาวเทียมไทยคม" คืนมาจาก บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง ของประเทศสิงคโปร์ กลับมาเป็นของไทย หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขายให้แก่เทมาเส็กไปตั้งแต่ปลายปี 2547 นำมาสู่ความเห็นที่ตามมาอย่างหลากหลาย

 เริ่มตั้งแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมเรื่องงบประมาณมหาศาลเป็นหลักหมื่นๆ ล้าน หากคิดที่จะซื้อคืน ในขณะที่ประเทศกำลังประสบกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจนรัฐบาลต้องกู้เงินมาบริหารประเทศหลายแสนล้านบาท

 ส่วนพวกที่มีแนวคิด "ชาตินิยม" ก็มองว่า ดาวเทียมดวงแรกที่ได้นามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรจะกลับมาเป็นสมบัติของคนไทยอีกครั้ง เพราะไม่ควรมีใครนำไปเร่ขายให้แก่ต่างชาติตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

 นอกจากนี้ ยังมีการแสดงความเป็นห่วงในมิติเรื่อง "ความมั่นคง" ของชาติ โดยกังวลว่า กองทุนเทมาเส็กที่เป็นร่างทรงของรัฐบาลสิงคโปร์จะแสวงหาประโยชน์จากวงโคจรของดาวเทียมไทยคม โดย "จารกรรม" ข้อมูลด้านความมั่นคงของไทย !!

 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกลับกระตุกเตือนให้รัฐบาลไตร่ตรองข้อห่วงใยในเรื่องความมั่นคงให้ดี เนื่องจากดาวเทียมไทยคมเป็นเพียง "ดาวเทียมสื่อสาร" ที่ใช้ในการยิงสัญญาณไปตามสถานีวิทยุ และสถานีโทรทัศน์ต่างๆ

 ดาวเทียมไทยคมจึงไม่เกี่ยวกับมิติความมั่นคงทางการทหารเลย ยกเว้นความมั่นคงของ "รัฐบาล" เท่านั้น เพราะเป็นที่รับรู้กันดีว่า ดาวเทียมดวงนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งสัญญาณ "วิดีโอลิงก์" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการชุมนุม

 นอกจากนี้ ยังเป็นช่องสัญญาณในการถ่ายทอดของช่อง "พีเพิลแชนแนล" หรือทีวีเสื้อแดง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร และปลูกฝังชุดความคิดแบบคนเสื้อแดงที่สร้างความปั่นป่วนให้แก่รัฐบาล และประเทศชาติมาแล้วถึง 2 รอบใหญ่

 ถ้าพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลักข้างต้นจะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไทยคมเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลเท่านั้น หากยังปล่อยให้มีการลิงก์สัญญาณออกอากาศอย่างอิสรเสรีเช่นเดิม

 แต่ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม ชี้ช่องทางในการบล็อกสัญญาณที่ไม่จำเป็นต้องไปซื้อคืนดาวเทียมเลยว่า ถ้าสามารถควบคุม "สถานีภาคพื้น" ได้ทั้งหมดก็ไม่จำเป็นต้องซื้อดาวเทียมไทยคมคืนแต่อย่างใด

 พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้แต่อำนาจรัฐ และกฎหมายเท่าที่มีอยู่ ก็สามารถบล็อกช่องทางของวิดีโอลิงก์ และทีวีเสื้อแดงได้แล้ว โดยที่ไม่ต้องใช้เงินในท้องพระคลังอีกหลายหมื่นล้านบาท

 การไม่ซื้อคืนดาวเทียมไทยคมยังส่งผลดีในแง่จิตวิทยาที่มีต่อกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงจัดอย่างภาคเหนือ และอีสาน เพราะการซื้อคืนนอกจากจะไม่คุ้มในแง่การลงทุน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางการทหารแล้ว

 การไม่แตะต้องในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการไล่ล่า หรือเช็กบิลทักษิณโดยตรงน่าจะเป็นผลดีในการสร้างความปรองดองมากกว่า เพราะถ้ารัฐบาลยังขืนเดินหน้าไล่บี้ทุกเม็ด ทุกประเด็น จะทำให้เกิดความรู้สึกว่า รัฐบาล "เล่นไม่เลิก" ซึ่งจะไม่เป็นผลดีเลยแม้แต่น้อย

 เผลอๆ อาจถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบไปเป็น "เงื่อนไขใหม่" ในการนำไปปลุกระดมรอบที่ 3 เร็วกว่าที่คิดก็เป็นได้ !!!

 ดังนั้น แนวทางที่ดีที่สุด คือ รัฐบาล โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ควรลงไปเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงเสียเอง แต่ในการดำเนินการตามกฎหมายควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ลุยไปคนเดียว

 ส่วนรัฐบาลก็เลือกที่จะเล่นบทปรองดองไป ขณะเดียวกันก็เดินหน้าเร่งสร้างผลงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และความยากจนไป ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปรองดอง และสร้างคะแนนนิยมในหมู่ประชาชนมากกว่าการมุ่งแต่ไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว
 
 อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ของนักการเมือง และนักธุรกิจซีกรัฐบาลที่เข้าไปถือหุ้นไทยคมอยู่ไม่น้อย ดังนั้น การตีข่าวว่าจะซื้อหุ้นไทยคมที่ทำเอาราคาหุ้นดีดขึ้นพรวดพราดในชั่วข้ามคืน ย่อมไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่น่าพึงประสงค์เท่าใดนัก

 ไม่นับข้อครหาที่จะตามมาอีกเรื่อยๆ หากการซื้อคืนมีความชัดเจนขึ้นกว่านี้ เช่น "ค่าคอมมิชชั่น" ก้อนโตจากวงเงินการจัดซื้อที่คาดว่าจะสูงเป็นหมื่นๆ ล้านบาท ซึ่งถ้ามีการซื้อขายจริงก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงข้อครหาดังกล่าวไม่ได้แน่

 บวก-ลบ-คูณ-หาร แล้ว การซื้อคืนดาวเทียมไทยคมดูจะมีข้อดีน้อยมาก คือ ได้ความภาคภูมิใจในชาติคืน แต่จะต้องเสียทั้งเงินอีกนับหมื่นล้านบาท เสียมวลชนเสื้อแดงที่รัฐบาลควรดึงมาเป็นพวกมากกว่า และยังเสียภาพลักษณ์ "คุณชายสะอาด" ของนายกฯ ที่สั่งสมมานาน


ทีมข่าวความมั่นคง