
ภาพลักษณ์กับการท่องเที่ยว
อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ประเทศไทยเพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆ มา และยังจะต้องเดินไปข้างหน้าให้ได้ แม้จะไม่ใช่ในเวลาอันใกล้นี้ก็ตาม
ตอนนี้ทุกภาคส่วนกำลังฟื้นฟูประเทศ พลิกฟื้นธุรกิจที่เคยซบเซา หนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาล โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มคือภาคการท่องเที่ยว
ประเทศไทยมีต้นทุนทางธุรกิจด้านนี้สูง ทิวเขาทอดยาวจากเหนือจรดใต้ ผืนป่าสีเขียว น้ำตกสวยละอองใส ทะเลคราม ฯลฯ จึงเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่นักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งความหวังว่าต้องมาเที่ยวให้ได้
จริงอยู่ที่ธุรกิจนี้ไม่ต้องลงทุนแต่งเสริมเติมให้มันดูสวย แต่สิ่งที่เราต้อง "ลงทุนจ่าย" เพื่อให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่น คือ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ในยามที่บ้านเมืองแสวงหาความร่วมมือ ตำรวจท่องเที่ยวต้องทำงานให้หนักขึ้น ตำรวจพื้นที่ก็ต้องเข้มงวดกวดขันตามแหล่งท่องเที่ยว และประชาชนเองก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่รัฐ
ประเทศไทยเผชิญกับคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญที่เกิดกับนักท่องเที่ยวแทบจะทุกปี ยังจำคดี "คริสตี้ ซาร่า โจนส์" นักศึกษาสาวชาวอังกฤษถูกฆ่าข่มขืนหมกเกสต์เฮ้าส์ จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2543 ได้ไหม จนถึงวันนี้ก็ยังตามจับตัวคนร้ายไม่ได้
แล้วคดีฆ่าเผา "โจแอน มาเซเดอร์" ที่วัดถ้ำเขาปูน จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2539 คดีฆ่าข่มขืน "แคทเทอรีน อลิซาเบธ ฮอร์ตัน" ที่หาดท้องครก เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2549
หรือจะเป็นคดียิง 2 สาวรัสเซียขณะนอนอยู่บนเตียงผ้าใบริมหาดจอมเทียน พัทยา เมื่อปี 2550 และคดีปาดคอฆ่า "โทโมโกะ คาราชิตะ" นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ยังมีคดีเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลัก วิ่ง ชิง ปล้น มอมยารูดทรัพย์ ต้มตุ๋น ฉ้อโกง อีกสารพัดสารพัน ถึงแม้บางคดีจะจับกุมคนร้ายได้ แต่ก็ไม่อาจเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ และเราต้องเผชิญกับความสูญเสียลักษณะนี้ทุกปี
เมื่อตกเป็นข่าวออกไปประเทศไทยก็มีแต่เสียกับเสีย ถ้าคิดจะ "ขายการท่องเที่ยว" ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้
ไม่ใช่คิดจะดูดเงินจากการท่องเที่ยว จนลืมให้ความปลอดภัยต่อพวกเขา เพราะไม่มีใครอยากไปในที่ที่มีอันตรายหรอก...เชื่อผมเถอะ ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



