
"งูเห่า"พท.โหวตสวนห้อยดูด19เสียง
รบ.สอบผ่านฉลุย พท.วูบเจอฤทธิ์ก๊วนเนวินดูด "งูเห่า" โหวตสวน 8 เสียง ป.ช.ร. 8 ราษฎร อีก 3 "กษิต" ได้น้อยสุด แต่นายกฯ ยันไม่ปรับ ครม. พร้อมเบิ้ลงบลงหมู่บ้าน 2 เท่าของเอสเอ็มแอล ฝ่ายค้านแก้เก้อฉลองชัย อ้างทำให้รู้ "ไส้ศึก" ชัดขึ้น
ในที่สุดผลการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 5 คนในรัฐบาลก็เป็นไปตามคาด ทุกคนได้รับเสียงไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง แต่กลับเกิดปรากฏการณ์งูเห่าในซีกฝ่ายค้าน เมื่อ ส.ส.บางส่วนหันไปลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายรัฐบาล
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 มีนาคม 2552 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ทั้งนี้ นายชัยขอให้ ส.ส.เสียบบัตรแสดงตน ซึ่งเจ้าหน้าที่นับองค์ประชุมได้ 449 คน และระบุให้เป็นการโหวตลับโดยการเสียบบัตร แต่ ส.ส.ฝ่ายค้านลุกขึ้นคัดค้าน ซึ่งนายชัยระบุว่าเป็นการปฏิบัติอย่างที่เคยทำมา สมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทำเช่นนี้มาก่อน โดยผลคะแนนที่ออกมาจะต้องเกินกึ่งหนึ่งคือ 233 เสียง จากจำนวน ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาปัจจุบันคือ 465 เสียง
"กษิต" ได้คะแนนน้อยสุดตามคาด
ผลการลงมตินายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีผลดังนี้ กรณีไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากจำนวนผู้แสดงตนเข้าประชุม 449 คน มีมติไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 176 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง มีผู้แสดงตนเข้าประชุม 447 คน มีมติไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 174 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มีผู้แสดงตนเข้าประชุม 447 คน มีมติไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 174 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มีผู้แสดงตนเข้าประชุม 446 คน มีมติไว้วางใจ 237 เสียง ไม่ไว้วางใจ 184 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 13 เสียง
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย มีผู้แสดงตนเข้าประชุม 447 คน มีมติไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 167 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง ไม่ลงคะแนน 14 เสียง
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย มีผู้แสดงตนเข้าประชุม 447 คน มีมติไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 168 เสียง งดออกเสียง 18 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการลงคะแนนเสร็จสิ้นไม่นาน นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา วิ่งกระหืดกระหอบเข้าห้องประชุม และขอให้ประธานในที่ประชุมอนุญาตให้ลงคะแนน เนื่องจากรถติดมาไม่ทัน แต่นายชัยไม่อนุญาต เพราะถือว่าเลยขั้นตอนมาแล้ว นางวรศุลีจึงกดไมค์และกล่าวว่า ขอไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 5 คน
ทันทีที่ปิดการประชุม นายประดิษฐ์เป็นรัฐมนตรีคนแรกที่เดินเข้าไปแสดงความยินดี และยกมือไหว้นายอภิสิทธิ์ ขณะที่รัฐมนตรีที่สอบผ่านต่างยิ้มแย้มแจ่มใส และแสดงความยินดีด้วยการจับมือกันอย่างชื่นมื่น
ส่วน ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น ตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบผลการลงมติของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน พอเห็นชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคน เช่น ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี ที่ขัดมติพรรค โดยยกมือให้รัฐมนตรีบางคน ถึงกับส่ายหน้าด้วยอาการเหนื่อยใจ
เปิดโผ "งูเห่า" เพื่อไทยหนุน "ชวรัตน์"
จากการตรวจสอบรายชื่อ ส.ส. ซึ่งปัจจุบันสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 465 คน แยกเป็นประชาธิปัตย์ 170 คน เพื่อไทย 182 คน ภูมิใจไทย 32 คน เพื่อแผ่นดิน 30 คน ชาติไทยพัฒนา 25 คน รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน ประชาราช 9 คน กิจสังคม 5 คน และราษฎร 3 คน
ในการลงมติครั้งนี้มีผู้แสดงตนเข้าประชุมและใช้สิทธิ์ลงมติสูงสุดรวม 449 คน จึงถือว่ามี ส.ส.ขาดประชุม 16 คน ในจำนวนนี้แจ้งขอลาประชุมอย่างเป็นทางการ 7 คน ได้แก่ นายนาราชา สุวิทย์ ส.ส.สงขลา นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และนายมานิต นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี และ รมช.สาธารณสุข ขณะที่นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ใช้สิทธิ์ลงคะแนนทันเพียงคนเดียวคือ นายบุญจง โดยให้เหตุผลว่ารถยนต์ยางรั่ว ส่วนที่เหลือเป็น ส.ส.ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรี
ผลการลงมติไม่ไว้วางใจที่น่าสนใจ ในส่วนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการงดออกเสียง 12 คน ในจำนวนนี้ 8 คน เป็น ส.ส.ของพรรคประชาราช ได้แก่ 1.น.ส.จิรวดี จึงวรานนท์ ส.ส.ศรีสะเกษ 2.นายฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 3.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 4.นายสุตา พรมดวง ส.ส.ศรีสะเกษ 5.นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.สัดส่วน 6.นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์ 7.นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว และ 8.นางชนากานต์ ยืนยง ส.ส.ปทุมธานี และเป็น ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย 3 คน ได้แก่ 1.ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี 2.นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และ 3.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 และ ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน คือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน
ผลการลงมติไม่ไว้วางใจนายประดิษฐ์ มีผู้งดออกเสียง 12 เสียง โดยเป็น ส.ส.ของพรรคประชาราช 8 คนดังกล่าว ส่วนนายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ ไม่เสียบบัตรแสดงตน ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน คือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย 3 คน คือ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย นายสามารถ แก้วมีชัย และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ในฐานะรองประธานสภาทั้งสองคน
ผลการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรณ์ มีผู้งดออกเสียง 12 คน โดยเป็น ส.ส.ของพรรคประชาราช 8 คน จากจำนวน ส.ส. 9 คน แต่ปรากฏว่านายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ โหวตไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นการแหกโผ ส่วนพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็น ส.ส.กลุ่มเดิม ยกเว้นนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 15 คน ที่เสียบบัตรไม่ลงคะแนน ถือเป็นการขัดมติพรรค
ผลการลงมติไม่ไว้วางใจนายกษิต มีผู้งดออกเสียง 12 เสียง ได้แก่ 1.นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ 2.นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน 3.นายณัฐวุฒิ สุขเกษม ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย 4.นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคราษฎร 5.ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย 6.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 7.นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ พรรคราษฎร 8.นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 9.นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน 10.นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคราษฎร 11.นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และ 12.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาคนที่ 2
ส่วนผู้ไม่ลงคะแนนเสียงมีทั้งหมด 13 คน ทั้งหมดเป็น ส.ส.ที่เป็นคณะรัฐมนตรี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะงดออกเสียงในญัตติดังกล่าว ได้นำทีม ส.ส.ประชาราชทั้งหมดลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกษิต
ผลการลงมติไม่ไว้วางใจนายชวรัตน์ ซึ่งมี ส.ส.งดออกเสียง 20 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 14 คน มีส.ส.พรรคเพื่อไทย 8 คนที่งดออกเสียง ได้แก่ 1.นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. 2.นายกิตติ สมทรัพย์ ส.ส.ร้อยเอ็ด 3.นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร 4.นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี 5.นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด 6.นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ 7.นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน และ 8.นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ส.ส.สัดส่วน ขณะที่ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี เป็น ส.ส.เพื่อไทยคนเดียวที่ลงมติไว้วางใจนายชวรัตน์
เช่นเดียวกับพรรคประชาราชที่ ส.ส.ใช้สิทธิ์งดออกเสียงให้แก่นายชวรัตน์ 8 คน ได้แก่ 1.น.ส.จิรวดี จึงวรานนท์ ส.ส.ศรีสะเกษ 2.นายฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 3.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 4.นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์ 5.นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 6.นายสุตา พรมดวง ส.ส.ศรีสะเกษ 7.นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.สัดส่วน และ 8.นางชนากานต์ ยืนยง ส.ส.ปทุมธานี โดยนายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหลานของนายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ ใช้สิทธิ์ไว้วางใจนายชวรัตน์ด้วย ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินมีเพียง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เพียงคนเดียวเท่านั้นที่งดออกเสียง
ขณะที่ ส.ส.คนอื่นในพรรค ซึ่งรวมไปถึงกลุ่ม 9 ส.ส. และ 3 ส.ส.จากพรรคราษฎรของ พล.ต.อ.ประชา ต่างลงคะแนนไว้วางใจนายชวรัตน์ เช่น นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคราษฎร นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ พรรคราษฎร นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาราช ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วน นายนิมุคตาร์ วาบา ส.ส.นราธิวาส นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา ส.ส.สัดส่วน นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน นายยุซรี ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ส.สัดส่วน
ส่วนนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน เป็น ส.ส.คนเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ที่งดออกเสียงให้นายชวรัตน์
ผลการลงมติไม่ไว้วางใจนายบุญจง ในจำนวนผู้ที่งดออกเสียง 18 คน แบ่งเป็นพรรคประชาราช 8 คนดังกล่าว พรรคเพื่อไทย 6 คน ได้แก่ นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. นายกิตติ สมทรัพย์ ส.ส.ร้อยเอ็ด นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ และนายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ส.ส.สัดส่วน และ ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน คือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน และรองประธานสภาอีก 2 คน ส่วนผู้ที่ไม่ลงคะแนน 15 คน ได้แก่ นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย และรัฐมนตรีอีก 14 คน ซึ่งหมายความว่า นายบุญจงได้คะแนนจาก ส.ส.ฝ่ายค้านเพิ่มขึ้นมา 12 เสียง ได้แก่ พรรคราษฎร 3 คน พรรคประชาราช 1 คน คือ นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ รวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา 7 คน และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย 1 คน คือ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี
“อภิสิทธิ์" ยัน ไม่ปรับ “กษิต” พ้นเก้าอี้
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกษิตได้คะแนนไว้วางใจน้อยที่สุดว่า ไม่มีปัญหา เพราะวิปรัฐบาลรายงานว่ามี ส.ส.รัฐบาลที่มีสิทธิ์ลงคะแนนได้ 234 คน แต่รัฐมนตรีทุกคนได้คะแนนมากกว่านั้น และไม่คิดจะปรับ ครม. เพราะนอกจากจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งแล้ว ยังได้คะแนนเกินจำนวน ส.ส.รัฐบาลด้วย ส่วนเรื่องที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะไปยื่นเรื่องคดีเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็คงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. ตอนนี้ยังไม่คิดอะไร ยังมีหน้าที่ทำงานต่อไป
วิปรัฐบาลอุ้มกษิต ชี้แจงเคลียร์แล้ว
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงชี้แจงกรณีเสียงของรัฐบาลแตกว่า การประชุมมี ส.ส.ทั้งหมด 465 คน ซึ่งเสียงที่จะเกินกึ่งหนึ่งคือ 234 เสียง โดยพรรคร่วมรัฐบาลมี 262 เสียง เข้าร่วมประชุม 259 เสียง มาไม่ทัน 4 คน ได้แก่ นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ส.ส.สัดส่วน นายนาราชา สุวิทย์ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา เป็นเสียงรัฐมนตรี 23 เสียง และประธานสภา 1 เสียง รวม 234 เสียง โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้คะแนน 237 เสียง ซึ่งน่าพอใจ เกินความคาดหมาย เพราะได้เสียงจากฝ่ายค้านอีก 3 เสียง ส่วนนายกฯ และรัฐมนตรีที่ได้คะแนนเพิ่มอีก 12 เสียง ต้องขอขอบคุณสมาชิกที่รับฟังคำชี้แจงชัดเจนทุกประเด็นจึงลงคะแนนให้
เมื่อถามว่านายกษิตได้คะแนนน้อยที่สุดถือว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล วิปรัฐบาลจะมีการหารือเรื่องนี้หรือไม่ ประธานวิปรัฐบาลกล่าวว่า จากที่ฟังการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา นายกษิตก็ตอบชัดเจนทุกประเด็น ทั้งการทำงาน และการเมือง เพียงแต่คะแนนที่น้อยอาจเกิดจากนายกษิตไม่มีพื้นฐานเป็น ส.ส. และรัฐบาลเองก็ให้อิสระ ส.ส.ในการลงมติเต็มที่ ส่วนตัวเชื่อว่า หลังลงมติอภิปรายทำให้นายกษิตมีกำลังใจทำงานมากขึ้น และเชื่อว่ากรณีที่นายเกียรติกรงดออกเสียงให้นายกษิต จะไม่ทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกในพรรค
"กษิต" ไม่สนเสียงน้อย เดินหน้าทำงานต่อ
นายกษิต ภิรมย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงมติว่า ขอขอบคุณ ส.ส.ที่ลงคะแนนให้ ส่วนคะแนนที่ไว้วางใจได้น้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่นนั้นไม่เป็นไร เพราะการลงมติเป็นอิสระของ ส.ส.ทุกคน และรัฐบาลทำงานเป็นทีม ผลคะแนนดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการทำงาน อยากให้ดูที่ผลงานที่ออกมามากกว่า อย่างไรก็ตาม คงไม่ถอดใจและไม่กดดันในเรื่องการทำงาน แต่จะต้องทำงานให้ระมัดระวังมากขึ้น ตลอด 3 เดือนที่ทำงานก็ถูกโจมตีตลอด แต่ไม่มีปัญหา จะเดินหน้าทำงานต่อไป จากนี้ไปต้องเดินทางไปเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้าน โดยประเทศแรกที่จะไปเยือน คือ ประเทศพม่า เพื่อหารือถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเรื่องโรฮิงญา
“ชวรัตน์” อ้างได้เสียงเยอะ เพราะคนสงสาร
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล กล่าวหลังการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งได้คะแนนมากกว่ารัฐมนตรีคนอื่นว่า ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่คะแนนรวม รัฐมนตรีคนอื่นก็เหมือนๆ กันที่ได้รับความไว้วางใจ ไม่มีอะไร เพียงแต่คะแนนของตนดูสวยกว่าคนอื่นเท่านั้น ส่วนแนวทางการปรับปรุงการทำงานของกระทรวงมหาดไทยคงไม่ต้องปรับปรุงอะไร ต้องพยายามทำตามนโยบาย ใกล้ชิดประชาชน และบำบัดทุกข์บำรุงสุข ซึ่งเป็นงานของมหาดไทยอยู่แล้ว ส่วนที่มีคะแนนไม่ไว้วางใจน้อยกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะคะแนนสงสารก็ได้
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ กล่าวถึงผลการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการเจรจาต่อรองกับพรรคเพื่อไทยจนทำให้การอภิปรายแผ่วลงไปว่า ไม่มีการต่อรองอะไร ฝ่ายค้านถามอะไรมาเราก็ตอบไป เพียงแต่คิดว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม มีเวลาน้อย ไปกระชับในช่วงท้ายๆ ของการอภิปราย จึงยังชี้แจงไม่ครบทุกประเด็น แต่ก็ถือว่าครอบคลุม
นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า การอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ได้ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงภาพรวมของวิกฤติเศรษฐกิจ และเหตุผลของรัฐบาลในการกู้เงินเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รู้สึกเสียดายที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ ที่ตอนแรกจะอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายไม่ทราบเหตุผลว่าเพราะเหตุใดถึงไม่พูด ทั้งนี้ อยากเสนอให้ฝ่ายค้านตั้ง “ครม.เงา” เข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นตัวเลือกให้ประชาชนในครั้งหน้า
"ชัย" ยุลงดาบ ขรก.ยื่นข้อมูลให้ฝ่ายค้าน
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการลงมติไม่ไว้วางใจว่า จากนี้ไปรัฐบาลต้องระวังตัวมากขึ้น จะมีข้อบกพร่องไม่ได้เด็ดขาด จะเห็นว่าเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายมาจากฝ่ายข้าราชการทั้งนั้น ที่ส่งให้ฝ่ายค้านแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคุมข้าราชการไม่อยู่ จะต้องไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไรที่จะควบคุมสายงานบริหารให้อยู่คงที่
นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส.ขาดการประชุมในการลงมติครั้งนี้ 2 คน คือ นายนาราชา สุวิทย์ ส.ส.สงขลา และนายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ส.ส.สัดส่วน ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งทราบว่านายสุรสิทธิ์ติดงานบวชลูกชายที่ จ.แม่ฮ่องสอน แต่ในส่วนของนายนาราชาไม่ทราบ เพราะติดต่อไม่ได้ โดย ส.ส.ที่ขาดประชุมพรรคต้องชี้แจงเหตุผลในวันที่ 24 มีนาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีของนายนาราชาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ พยายามต่อสายโทรศัพท์ถึงนายนาราชาทางตลอดช่วงเช้าวันที่ 21 มีนาคม เนื่องจากนัดหมายให้ ส.ส.ของพรรคให้มาถึงอาคารรัฐสภาก่อนเวลา 10.30 น. โดยพร้อมเพรียงกัน แต่ไม่สามารถติดต่อได้ และไม่มีการบอกกล่าวถึงสาเหตุการขาดการประชุมครั้งนี้ด้วย
"เกียรติกร" พร้อมถูกขับออกจากพรรค
นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงที่งดลงคะแนนให้นายกษิต กล่าวยอมรับว่า โหวตให้นายกรัฐมนตรีและ 4 รัฐมนตรี ยกเว้นนายกษิต โดยโหวตงดออกเสียงตามที่ประกาศไว้
"เมื่อตัดสินใจใช้เอกสิทธิ์โหวตตามรัฐธรรมนูญ ถ้าจะขับออกจากพรรคหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของพรรค ถ้าถูกขับก็พร้อมจะย้ายพรรค ขอยืนยันจุดยืนในการโหวตเพื่อต้องการลดความขัดแย้ง เพราะนายกษิตเป็นชนวนทำให้ม็อบเสื้อแดงออกมาชุมนุม" นายเกียรติกร กล่าว
"เฉลิม" รับผลตามคาด-ปัดไล่ล่างูเห่า
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการลงมติว่า ไม่ได้นับคะแนนที่รัฐมนตรีแต่ละคนได้ แต่ทราบว่ารัฐบาลได้รับการไว้วางใจให้ทำงานต่อไปได้ ซึ่งเป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนเสียงของฝ่ายค้านที่หายไปในการโหวตลงมตินั้น ต้องไปถามประธานวิปฝ่ายค้าน ตนไม่กล้าพูด เรียกว่าสถานการณ์หนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง แต่อีกสถานการณ์หนึ่งก็เป็นอีกอย่าง นี่คือการเมือง
เมื่อถามว่า จะต้องตรวจสอบหรือไม่ว่าเสียง ส.ส.ฝ่ายค้านที่หายไปมีใครบ้าง ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า "ไม่มี ไม่ใช่หน้าที่ผม ผมไม่ใช่หัวหน้าพรรค แต่ถือเป็นเรื่องดีในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะไปเหมือนกันหมดได้อย่างไร"
พท.ตะเพิดกษิต อ้างมาตรฐานเดียวกับ "นพดล"
ขณะที่นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีผลการลงมติไม่ไว้วางใจนายกษิต ซึ่งได้คะแนนไว้วางใจน้อยที่สุด
นางฐิติมากล่าวว่า ตนและ ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้อภิปรายนายกษิต สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง และสายสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตร ส่งผลให้คะแนนนายกษิตออกมาเช่นนี้ คือถูกยกมือไม่ไว้วางใจ 184 คน ถือได้ว่ามีเสียงไม่ไว้วางใจมากกว่ารัฐมนตรีคนอื่นถึง 10 คะแนน ถ้าเปรียบเทียบกับสมัย นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ได้คะแนนไม่ไว้วางใจน้อย นายนพดลก็แสดงสปิริตลาออกทันที ดังนั้นนายกษิตก็ควรแสดงสปิริตลาออก เพื่อแสดงมาตรฐานเดียวกัน หากไม่ลาออกก็สะท้อนว่าไม่มียางอาย
“สุรพงษ์” ไล่เช็กชื่องูเห่าเพื่อไทย
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า กำลังตรวจสอบรายชื่อว่า ส.ส.เพื่อไทยคนใดงดออกเสียงในการโหวตไม่ไว้วางใจนายชวรัตน์ และนายบุญจง ตนติดใจเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นพรรคเดียวกัน แต่กลับทำแบบนี้ เมื่อได้รายชื่อแล้วจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะให้ ร.ต.อ.เฉลิมไปคุยกับ ส.ส.เหล่านั้น
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ในช่วงบ่าย ส.ส.เพื่อไทยจะไปฉลองความสำเร็จในการอภิปราย ซึ่งถือว่าครั้งนี้ฝ่ายค้านไม่ได้แพ้ เป็นการฉลองสองเด้ง คือ ทำให้จอมโจรยอมรับสารภาพทั้งกรณีนายกรณ์ยอมรับสารภาพโดยไม่รู้ตัวในเรื่องเอสเอ็มเอส ซึ่งชัดเจนว่ารัฐบาลไปเบียดบังผลประโยชน์เกินกว่าเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด รวมทั้งกรณีเงินบริจาค 260 ล้านบาท ที่หลักฐานชัดเจนมาก พรรคประชาธิปัตย์ดิ้นไม่หลุด
นายสุรพงษ์ระบุว่า ผลการลงมติครั้งนี้ทำให้ได้รู้ว่าใครอยู่ฝ่ายไหน โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.กลุ่มหนึ่งในพรรคเพื่อไทย ที่ตัวอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่ใจอยู่กับพรรคอื่น ในกรณีนี้เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามี ส.ส.พรรคเพื่อไทย 7-8 คน งดออกเสียงในการลงมตินายชวรัตน์กับนายบุญจง ซึ่งสะท้อนถึงธาตุแท้ที่ ส.ส.กลุ่มดังกล่าวไปสนับสนุนรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย คงไม่ไปเรียกร้องให้พรรคดำเนินการกับ ส.ส.กลุ่มดังกล่าว เพราะถือว่า ส.ส.ทุกคนควรมีจิตสำนึกว่าตัวเองอยู่พรรคไหน ควรปฏิบัติอย่างไร แต่ต่อไปนี้พรรคจะดูอะไรๆ มากขึ้น
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เสียง ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่หายไปในนั้นถือว่าไม่เกินเป้าหมายที่พรรคคาดการณ์ไว้ว่า จะมี ส.ส.เพื่อไทยเสียงหายไปประมาณ 10 เสียง จากการตรวจสอบพบว่า ส.ส.หายไป 5 เสียง ทราบแล้วว่าเป็นใครบ้าง แต่มองว่าไม่ใช่ปัญหา โดยพรรคคงไม่ประเมินถึงสถานการณ์ดังกล่าว เพราะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ที่ผ่านมาเคยบอกกับพรรคแล้วว่า การล้มรัฐบาลในสภาไม่เคยเกิดขึ้น แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยหวังจะเห็นคือ การนำหลักฐานเอกสารที่ ร.ต.อ.เฉลิม ไปยื่นต่อ กกต.ให้ตรวจสอบต่อไปว่า องค์กรอิสระจะทำงานเป็นสองมาตรฐาน หรือบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรมหรือไม่
ส่วนจะดำเนินการอย่างไรกับ 5 เสียงที่หายไป พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ไม่มี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และ 5 เสียงที่หายไปก็ยืนยันว่าไม่มีการถูกซื้อตัวตามที่มีข่าว แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ เสียงรัฐบาลหายไป 9 เสียง แสดงให้เห็นว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังปันใจเหมือน ส.ส.เพื่อไทย ส่วนการพิจารณาขับออกจากพรรคไม่มี เพราะถือเป็นอิสระ เป็นมารยาททางการเมืองที่จะไม่ขับออก แต่จะให้พิจารณาลาออกเอง
นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝ่ายค้านประเมินอยู่แล้วว่าต้องแพ้คะแนนโหวต แต่มองว่าผลคะแนนที่ออกมาไม่เป็นธรรมชาติ ทั้งในส่วนของจำนวนคนที่ลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกษิต และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่งดออกเสียงในการลงคะแนนให้นายชวรัตน์และนายบุญจง ในส่วนของทั้งคู่ตนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความผูกพันทางใจของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน และสะท้อนถึงกระบวนการที่จะเชื่อมต่อกันในบางเรื่องของระบบการเมือง ผลการลงมติในครั้งนี้ก็เป็นผลแห่งอิทธิพลนอกระบบ
ทีมซักฟอกซัดพวกเดียวกันพูดไม่ตรงประเด็น
นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่ทีมยุทธศาสตร์วางไว้ และไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่ง ส.ส.ไม่ฟังประธานวิปฝ่ายค้าน และไม่สามารถควบคุมประเด็นที่วางไว้ได้ ทำให้น้ำหนักที่จะดำเนินการกับรัฐบาลอ่อนลง
"ก่อนหน้านี้ผมพยายามทักท้วงไว้แล้ว หากอภิปรายสะเปะสะปะก็จะเปิดช่องให้รัฐบาลโต้กลับได้ จากนี้พรรคจะเรียกผู้อภิปรายเข้ามาทำความเข้าใจในการทำงานว่ามีข้อผิดพลาดอย่างไร" นายพีรพันธุ์ กล่าว
"สมชัย” รับเอาผิดเฉลิมยาก เหตุอภิปรายในสภา
นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวน กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เตรียมยื่นให้มีการยุบพรรคเพื่อไทย หลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.เพื่อไทย กล่าวให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ว่า กรณีการเอาผิดดังกล่าวคงเป็นไปได้ยาก เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย อีกทั้งการพูดดังกล่าวเป็นการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร อาจจะมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูก่อนว่าจะส่งข้อมูลมาให้ กกต.จริงหรือไม่ และรายละเอียดเป็นเช่นไร คงจะไปวินิจฉัยตอนนี้ไม่ได้
นายกฯ ไปเมืองชล ฝนช่วยพลิ้วหนีเสื้อแดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ทันที เพื่อเป็นประธานในพิธียกช่อฟ้าศาลารวมใจภักดีแผ่นดิน
ก่อนที่จะถึงบริเวณวัดขบวนรถของนายกฯ ได้เปลี่ยนเส้นทาง จากเดิมที่จะต้องใช้ถนนเส้นนามะตูม-พนัสนิคม โดยเลี่ยงไปใช้ถนนในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตสลับลูกรังเพื่อเดินทางเข้าวัด เนื่องจากมีกลุ่มคนเสื้อแดงราว 500 คน ดักรออยู่บริเวณหน้าวัด
ส่วนภายในวัดมีกำลังทหารจากมณฑลทหารบกที่ 14 กองช่วยรบที่ 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ประมาณ 2,000 นาย ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มาสั่งการรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเอง พร้อมนายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารคล้องมือล้อมรอบป้องกันนายกฯ ไว้อีกชั้นขณะเดินทางมาถึงภายในวัด ระหว่างนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงได้ตะโกนขับไล่นายกฯ พร้อมยกตีนตบอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามวัด ส่วนภายในวัดมีกลุ่มพันธมิตรและการ์ดพันธมิตรรอต้อนรับพร้อมส่งเสียงเชียร์ และยกมือตบให้กำลังใจนายกฯ จากนั้นนายกฯ เข้ากราบสักการะรูปเหมือนหลวงพ่อโด่ ที่วิหารหลวงพ่อโด่ แล้วขึ้นไปกราบนมัสการพระครูวิจิตรธรรมรัตน์ เจ้าคณะตำบลและเจ้าอาวาส ก่อนประกอบพิธีทางสงฆ์บนศาลารวมใจภักดีแผ่นดิน
นายอภิสิทธิ์กล่าวภายหลังทำพิธีเสร็จ โดยขอโทษประชาชนที่ต้องมีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดกวดขันมากเป็นพิเศษ แต่ที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะมีกลุ่มคนที่ประกาศว่าจะมาต่อต้าน โดยบอกว่าถ้ามาแล้วจะต้องเจ็บตัว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การทำงานในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ปัญหาที่หนักที่สุดขณะนี้คือ ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไข โดยสัปดาห์หน้าจะเปิดโครงการชุมชนพอเพียง หมู่บ้านใดที่เคยได้รับเงินจากโครงการเอสเอ็มแอลเท่าไรก็จะได้รับเงินเพิ่มอีกเท่าตัว ส่วนหมู่บ้านที่ไม่เคยได้รับเงินเลยก็จะได้รับเงิน 2 เท่าทันที โดยจะเริ่มจาก 8,000 หมู่บ้านก่อน
นอกจากนี้ วันที่ 22 มีนาคม จะเดินทางไปเปิดโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่รัฐบาลจะใช้เงิน 6,900 ล้านบาท ฝึกอบรมคนว่างงานและนักศึกษาจบใหม่ไม่น้อยกว่า 5 แสนคน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จพิธียกช่อฟ้าแล้ว นายกรัฐมนตรียังคงเก็บตัวอยู่ภายในบริเวณวัดเป็นเวลาประมาณ 40 นาที เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงยังปักหลักอยู่ที่หน้าวัด ส่วนการ์ดพันธมิตรชลบุรี ที่สวมเสื้อยืดสีดำ เขียนข้อความว่า “นักรบชลบุรี” ประมาณ 50 คน ได้ส่งเสียงยั่วยุและตะโกนขับไล่กลุ่มคนเสื้อแดงทำให้ทั้งสองฝ่ายกรูมาประจันหน้ากัน แต่ตำรวจสามารถห้ามทัพไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ต่อมาเวลา 14.45 น. ขบวนรถของนายกฯ เดินทางออกจากวัดนามะตูม โดยใช้เส้นทางด้านหลังวัด เพื่อหลบม็อบเสื้อแดงที่ปิดล้อมอยู่ ก่อนจะมารวมกับขบวนลวง ซึ่งใช้รถโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคลื่อนออกมาทางประตูหน้าวัด ระหว่างนั้นมีฝนโปรยปรายลงมาตลอด ทำให้ขบวนรถของนายกฯ เดินทางออกมาอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุปะทะรุนแรงแต่อย่างใด
"ประสงค์"หวั่นโกง แนะนายกฯ อย่าเกรงใจใคร
วันเดียวกัน สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 และมีการจัดสัมมนาในหัวข้อ “ทิศทางการเคลื่อนไหว การเมืองภาคประชาชน” โดยมี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธาน และแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ในสถานการณ์วิกฤตของประเทศ” มีตัวแทนสมัชชาระดับจังหวัดทุกภูมิภาคจาก 60 จังหวัดเข้าร่วมงาน
น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า สปท.เกิดขึ้นจากการรวมตัวของประชาชนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุกคนได้มาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 87 ที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน โดยเฉพาะอำนาจการตรวจสอบการทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตนในฐานะประธานร่างรัฐธรรมนูญก็ยังยืนยันว่าเรายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนักการเมืองให้ดีขึ้นได้ หรือเปลี่ยนคนที่จะเข้าสู่ขบวนการเมืองให้ดีขึ้นตามที่ประชาชนต้องการได้ แต่เลวกว่าเก่า ผู้คนแตกแยกเหมือนคนละพวก คนละเผ่า คนละชาติ
“ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะล่อแหลมทุกๆ ด้าน ฝ่ายการเมืองจะต้องแก้ไข ผมจึงขอฝากถึงรัฐบาลนี้ว่า เมื่อมีโอกาสดีที่สุดกว่า นายกฯ ทักษิณ นายสมัคร และนายกฯ สมชาย เพราะคนเบื่อสิ่งต่างๆ ที่นายกฯ 3 คนนั้นทำไว้ จึงอยากให้นายอภิสิทธิ์บริหารบ้านเมืองในภาวะวิกฤติให้ดี อย่าได้บริหารบ้านเมืองเหมือนอย่างปกติ นายกฯ อภิสิทธิ์ จะต้องทำอะไรให้ดีกว่าเก่า รัฐบาลควรทำงานให้ประชาชนสมกับที่ให้ความเชื่อถือ ไว้ใจ ไม่ต้องตามใจใคร เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้โกงได้” น.ต.ประสงค์ กล่าว



