ข่าว

กมธ.สื่อสาร-โทรคมนาคม2สภาค้านซื้อคืนไทยคม

กมธ.สื่อสาร-โทรคมนาคม2สภาค้านซื้อคืนไทยคม

16 มิ.ย. 2553

รองประธานกมธ.สื่อสาร-โทรคมนาคม วุฒิ ซัดรัฐบาลซื้อคืนไทยคม พร้อมซื้อมาเพื่อธุรกิจ-ความมั่นคง อ้างซื้อคืนกับการไม่เอาภาษีประชาชนไปผลาญ ปัดตอบคนสนิทนายกฯช้อนหุ้นรวยอื้อ

(16มิ.ย.)  ที่รัฐสภา นายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหา รองประธานกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากเทมาเส็ก ว่า รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ว่าการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมมาเพื่อใช้ประโยชน์อะไร ซึ่งดาวเทียมมีขอบเขตการแพร่สัญญาณครอบคลุมไปหลายประเทศ ไม่ว่า อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และดาวเทียมไทยคมมีก็สัญญาสัมปทานควบคุมอยู่แล้ว

 หากรัฐบาลจะซื้อคืนมาเพื่อทำธุรกิจตนก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะดำเนินธุรกิจแข่งขันกับดาวเทียมประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน ฮ่องกง ลาว อินโดนีเซียได้หรือไม่ และเมื่อซื้อกลับมาแล้วเงินภาษีประชาชนที่นำไปซื้อจะคุ้มหรือไม่ ในส่วนของความมั่นคงมีอยู่ 2 เรื่อง คือกรณีการป้องกันการล้วงข้อมูลด้านความมั่นคง ซึ่งในเชิงเทคนิคหน่วยงานความมั่นคงก็มีการป่องกันไว้อยู่แล้ว โดยการบล็อกสัญญาณเข้ารหัส และกรณีการแพร่ภาพสัญญาดาวเทียมเพื่อยั่วยุปลุกปั่น หรือมีภาพที่ไม่เหมาะสมในทางกฎหมายรัฐบาลก็สามารถเข้าไปจัดการได้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในกรณีนี้สามารถที่จะไปใช้ช่องดาวเทียมอื่นในการแพร่ภาพได้อยู่แล้ว

 นายอนันต์ กล่าวอีกว่า โจทย์เรื่องธุรกิจ เรื่องความมั่นคง ตอบไม่ได้ว่าจะซื้อมาเพื่อประโยชน์จึงกลายเป็นข้อสงสัยว่าจะซื้อมาเพื่ออะไร จะเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ตนไม่อยากคิด แต่ตนมองว่าไม่จำเป็นจะต้องซื้อคืน โดยเฉพาะต้องใช้เงินภาษีประชาชนในการซื้อ อีกทั้งดาวเทียมไทยคมเมื่อสัญญาสัมปทานก็เป็นของเราอยู่แล้ว หรือหากผิดสัญญาก็สามารถยึดคืนได้อยู่แล้ว การเอาเงินไปซื้อคืนเป็นการบริหารที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ประกอบกับอายุการใช้งานของดาวเทียมมีประมาณ 15 ปี ซึ่งดาวเทียมไทยคมใช้ไปแล้วกว่า 5 ปี เหลืออายุการใช้งานไม่กี่ปีก็จะถูกสอยลง

 เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่ามีคนสนิทของนายกฯได้ประโยชน์จากการช้อนซื้อหุ้นของบริษัทไทยคมฯ นายอนันต์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่มองในเชิงความมั่นคงและธุรกิจถือว่าไม่คุ้ม ไม่รู้ว่าใครหลงกลใคร ตนไม่อยากพูดว่าเป็นเรื่องของการเมืองหรือไม่ แต่ยอมรับว่าราคาหุ้นดังกล่าวขยับสูงขึ้นจาก 5 - 7 บาท หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของราคา เรื่องของการซื้อดาวเทียมควรเป็นเรื่องของธุรกิจเอกชนไม่ใช่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่รัฐบาลไม่ควรลงทุน

 โฆษกกมธ.สื่อสารฯสภาฯชี้รัฐซื้อ”ไทยคม”คืนไม่คุ้ม

 นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย โฆษกคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร และ ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาโครงการดาวเทียม กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากกองทุนเทมาเสก ของประเทศสิงคโปร์ว่าเรื่องดาวเทียมทางคณะกรรมาธิการการสื่อสารฯได้ศึกษารายละเอียดและมีข้อสรุปมาก่อนหน้านี้แล้วโดยเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ในการซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนมา ถ้ารัฐนำกลับมาบริหารเอง ถือว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มกับจุดคุ้มทุน เพราะที่ผ่านมาหลายกิจการรัฐบาลยังบริหารล้มเหลว เจ๊ง อีกทั้งเชื่อว่าจะไม่เกิดประโยชน์อะไรในด้านความมั่นคง เนื่องจากตั้งแต่มีดาวเทียมในปี 2534ก็ได้มีการปฎิวัตินุดอำนาจ จนมาถึงปี 2549ก็ยังมีการปฎิวัติอีก ซึ่งดาวเทียมไม่มีผลอะไรกับเรื่องความมั่นคงได้ แถมมีสภาพที่เก่าแล้ว ที่สำคัญ อายุสัญญาของดาวเทียมไทยคมเหลือ 11 ปีเท่านั้น ซึ่งก่อนจะหมดอายุสัญญา 3-5 ปี ก็จะต้องมีการยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปแทน หากซื้อมาจะคุ้มทุนในการซื้อหรือไม่

 โฆษกคณะกรรมาธิการการสื่อสารฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังมีดาวเทียมอีกดวงหนึ่งชื่อ THEOS หรือ ทีออส เป็นเงิน 6,400ล้านบาท ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ศักยภาพสำรวจทรัพยากรธรรมชาติอย่างละเอียดซึ่งได้ยิงเข้าสู่วงโคจรเมื่อวันที่1ต.ค.2551แต่ยังไม่ได้ใช้ประเทศอย่างคุ้มค่า อาจมาจากบริหารไม่เป็นระบบ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งในด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

 “ถ้าซื้อมาแล้ว รัฐเอามาบริหารเอง ก็เกรงว่าจะมาสภาพไม่ต่างกับการบริหารสถานีโทรทัศน์ ช่อง11 หรือ NBT ซึ่งยังมีข้อจำกัดอีก ถ้ารัฐคิดจะซื้อไทยคมมา ก็ยังถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 คงจะไม่เกิดประโยชน์อะไรในการควบคุม ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้กำหนดห้ามไว้ไม่ให้รัฐไปลงทุนแข่งขันกับเอกชน ดังนั้น ถ้ารัฐจะไปลงทุนแข่งกับเอกชน ก็เป็นไปไม่ได้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังเปิดเสรีการสื่อสารแล้ว ในอนาคตไม่จำเป็นต้องซื้อ จึงไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงว่ารัฐบาลต้องการซื้อดาวเทียมไทยคมคืนกลับมา ไม่รู้ว่าเพื่อสร้างกระแส หรือเพื่ออะไรกันแน่ เพราะยังไง ก็ไม่คุ้มกับจุดคุ้มทุน”นายคมเดช กล่าว