ข่าว

เสธ.หนั่นปัดฝุ่นแก่งเสื้อเต้นอ้างวิกฤติภัยแล้งรุนแรง

เสธ.หนั่นปัดฝุ่นแก่งเสื้อเต้นอ้างวิกฤติภัยแล้งรุนแรง

16 มิ.ย. 2553

"เสธหนั่น" ปัดฝุ่นแก่งเสือเต้นดันแก้ภัยแล้ง อ้างวิกฤติรุนแรง ปรับโครงการเล็กลงแยกก่อสร้างหลายจุด เหน็บเอ็นจีโอไม้สักทองถูกตัดเกลี้ยงแล้ว ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงอีสานใต้เร่งทำฝนเทียม หลังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ เหลือไม่ถึง 30%

 เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 มิถุนายน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำยม กล่าวถึงผลการศึกษาและความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สอบถามนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ถึงผลการศึกษาความเป็นไปได้ รวมทั้งผลการศึกษาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน และน่าจะส่งมาให้ตนได้ในเดือนกรกฎาคม จากนั้นจะเสนอเรื่องนี้ต่อ ครม.ต่อไป ส่วนเหตุผลที่สั่งให้ศึกษาใหม่นั้น ตนต้องการให้โครงการนี้เล็กลงหรือแยกการก่อสร้างเป็นหลายจุด รัฐบาลจะผลักดันโครงการนี้เพราะปีนี้เกิดความแห้งแล้งมาก ลุ่มน้ำยมสามารถเดินข้ามได้เลย

 พล.ต.สนั่นกล่าวอีกว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนที่สรรหาไว้นั้นขณะนี้โดนประชาชนบุกรุกหมดแล้ว ส่วนเสียงคัดค้านของเอ็นจีโอที่ระบุว่าแก่งเสือเต้นเป็นพื้นที่ไม้สักทองผืนสุดท้ายของประเทศนั้น ขอเรียนว่าผู้คัดค้านเรื่องนี้ได้ตัดไม้สักทองไปหมดแล้วจึงออกมาคัดค้าน และช้างลากไม้ตายไปหลายเชือกแล้วเพราะโดนระเบิด และการสร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาผู้ที่ได้รับผลกระทบมีน้อยกว่าประชาชนที่ขาดแคลนน้ำไล่ลงมาตั้งแต่ จ.แพร่ พิษณุโลก สุโขทัย และนครสวรรค์

 ทั้งนี้ โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นโครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ปิดกั้นแม่น้ำยมที่ อ.สอง จ.แพร่ เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากไว้ใช้สำหรับการเพาะปลูก อุปโภคบริโภค การประปา แก่ราษฎรสองฝั่งแม่น้ำยม เขต จ.แพร่ จ.สุโขทัย และบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2523 มอบหมายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดำเนินการศึกษาความเหมาะสม แต่โครงการดังกล่าวถูกคัดค้านมาตลอด โดยผู้คัดค้านระบุว่าจะเป็นการทำลายป่าสักทองธรรมชาติกว่า 2 หมื่นไร่ ในบริเวณดังกล่าว

 พล.ต.สนั่นยังกล่าวถึงการเสนอของบประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการแก้มลิง ในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและอีสาน ว่า ยังไม่มีการเสนอมา แต่เรื่องนี้มีอยู่แล้วที่ต้องดำเนินการ 190 แห่ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญพื้นที่ใดที่ลงมือได้ก็ลงมือเลย และยอมรับว่าการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งยังไม่ดีเท่าที่ควร เพราะกระทรวงต้องดูแลแหล่งน้ำในระบบชลประทาน และ 3 ปีที่ผ่านมาราคาสินค้าเกษตรดีมาก เกษตรกรจึงเพาะปลูกกันมาก ทำให้ต้องผันน้ำจากเขื่อนนำไปให้ และเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันออกมาจากปกติ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และปีนี้แล้งหนักจึงมีปัญหาเพิ่มขึ้น น้ำต้นทุนในเขื่อนจึงเหลือน้อย

  เมื่อถามว่า กระทรวงเกษตรฯ ทำไมไม่เตรียมแผนจัดทำฝนหลวง เพราะทราบล่วงหน้าว่า ปีนี้แล้งหนัก พล.ต.สนั่นกล่าวว่า ต่อไปต้องปรับปรุงการทำงาน แต่เรื่องนี้ขอเรียนว่าทำง่ายๆ ไม่ได้ เพราะบางครั้งทำฝนเทียมไปแล้วฝนยังไม่ตกเลย แต่ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าวิกฤติมากและน้ำในเขื่อนเหลือใช้ 45 วันเท่านั้น พระองค์ได้พระราชทานเทคนิคแนวทางการทำฝนหลวงให้ และส่งผลให้ตอนนี้ฝนตกหลายพื้นที่แล้ว จากนั้นต้นเดือนกรกฎาคม ปรากฏการณ์เอลนีโญ่จะหมดแล้ว และฝนจะตกตามปกติ

 ขณะเดียวกัน ที่สนามบิน กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.นครราชสีมา เร่งลำเลียงสารเคมีและอุปกรณ์ทำฝนเทียมขึ้นเครื่องบิน บีที-67 เพื่อขึ้นบินทำฝนหลวง หลังจากที่ตรวจสอบสภาพอากาศแล้วพบว่าเหมาะสมที่จะทำฝนเทียมในพื้นที่ จ.นครราชสีมาได้ โดยเน้นไปที่การปฏิบัติการเพื่อให้ฝนตกเหนืออ่างเก็บน้ำลำตะคอง เนื่องจากต้องการให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำลำตะคองให้มากขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคองเหลือไม่ถึง 30% 

 นายประสพ พรหมมา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏืบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ศูนย์ได้รับการร้องขอให้เร่งทำฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง หลังจากพื้นที่การเกษตรกว่า 1 ล้านไร่ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง โดยเน้นทำฝนหลวงบริเวณเหนือแหล่งกักเก็บน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำลำตะคอง และอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนดังกล่าวเหลือน้อยไม่ถึง 30% จนเข้าขั้นวิกฤติ ซึ่งขณะนี้ศูนย์ได้ขึ้นปฏิบัติการเป็นประจำทุกวันไม่มีวันหยุด ในรอบ 1 วันจะขึ้นบินทำฝนหลวง 3 เที่ยว คาดว่าการทำฝนหลวงจะประสบผลสำเร็จไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 อย่างแน่นอน

  ขณะที่ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญๆ ใน จ.นครราชสีมา เหลือไม่ถึง 40% เช่น ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว เหลืออยู่ที่ปริมาณ 92 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 23.38% จากความจุกักเก็บ 314 ล้าน ลบ.ม. ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี เหลือปริมาณน้ำอยู่ 113.53 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 41.29% จากความจุกักเก็บ 275 ล้าน ลบ.ม. ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำมูลบน อ.ครบุรี ปริมาณน้ำเหลืออยู่ 34.92 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 24.77% จากความจุกักเก็บ 141 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย ระดับน้ำเหลืออยู่ 43.64 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 39.81% จากความจุกักเก็บ 109.63 ล้าน ลบ.ม.