ข่าว

คลอด19อรหันต์แก้ไขรธน.นัดถกพรุ่งนี้

คลอด19อรหันต์แก้ไขรธน.นัดถกพรุ่งนี้

16 มิ.ย. 2553

คลอดแล้ว 19 อรหันต์แก้รธน.-มาร์คนั่งหัวโต๊ะประชุมนัดแรกพรุ่งนี้ สมบัติไม่หวั่นเสียงต้าน-กรรมการไม่ได้รับการยอมรับ บอกเป็นเรื่องธรรมดา จวกใครคิดแบ่งแยกสี เท่ากับคิดแบ่งแยกประเทศ เล็งรับฟังความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค "เพื่อไทย"อัดไม่เป็นกลาง

(16มิ.ย.) ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นเพื่อดูแลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้นายกฯได้ลงนามแต่งตั้งกรรมการจำนวน 19 คน ตามที่เสนอชื่อไปแล้ว  ซึ่งได้นัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรกวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายกฯจะเป็นประธานในการเปิดประชุมและให้แนวทางในการทำงาน ซึ่งกรอบในการทำงานก็เป็นไปตามที่เคยให้ไว้คือ ทำต่อยอดจาก 6 ประเด็น ที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอไว้

 "คณะกรรมการวางแผนว่า จะรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนประมาณ 2 เดือน และนำข้อมูลมานั่งวิเคราะห์อีก 2 เดือน ก่อนส่งผลสรุปให้นายกฯ" ศ.ดร.สมบัติกล่าว

 ประธานกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญกล่าวต่อว่า ในการประชุมนัดแรกนายกฯจะมาให้แนวทางว่าจะให้ทำงานอย่างไร และให้กรรมการถามโดยตรงจะได้รู้ว่าเป็นแบบไหน หลังจากนั้นก็จะมากำหนดกรอบการทำงานว่าภายใต้ภารกิจแบบนี้ต้องทำอย่างไรและพูดเรื่องการรวบรวมข้อมูลว่า ต้องการอะไรเพิ่มหรือไม่ หากต้องเพิ่มก็จะต้องตั้งคณะทำงานเพื่อไปเอาข้อมูลมา ส่วนข้อมูลที่เพิ่มอาจจะไปรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และให้แต่ละภาคส่วนพูดให้เต็มที่ อาจจะมีหลายวัน

 "หรืออาจจะใช้ช่องทางสมัยใหม่อย่าง เฟซบุ๊ค ที่มีผู้ให้ความสนใจโดยมีกรรมการมาดูและกลั่นกรองหรืออาจจะเป็นรายการวิทยุ แล้วมีโฟนอินรับฟังความเห็น โดยเราจะรับให้หลากหลายและใช้สื่อประเภทต่างๆ หลังจากนั้นจะนำข้อมูลมาแยกย่อยเป็นประเด็นว่ามีความเห็นอย่างไร และเอามาวิเคราะห์ว่าประชาชนเห็นอย่างนี้ และโดยหลักการควรเป็นอย่างไร จึงจะมาสรุปและเสนอ เราจะทำงานให้เร็วที่สุดเพราะรัฐบาลเองก็คงอยากเร่งรัด" ศ.ดร.สมบัติกล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า รายชื่อกรรมการหลายคน ไม่ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่ายรวมถึงคนเสื้อแดงด้วย ศ.ดร.สมบัติกล่าวว่าเป็นเรื่องธรรมดา ตนนึกไม่ออกว่า มีใครที่เสนอชื่อมาแล้วมีคนยอมรับทั้งหมด ในสภาพสังคมแบบนี้ ใครยังตราหน้าคนอื่นเป็นสีแดง สีเหลือง คนแบบนี้เป็นคนคิดแบ่งแยกประเทศ การเป็นสีทำให้ประเทศเสียหาย หากใครไปยัดเยียดคนอื่นสีโน้นสีนี้คุณนั่นแหละเป็นตัวการของการแบ่งแยก วันนี้ประเทศจะมีทางออกต้องกำจัดเรื่องสีให้ได้ ประเทศจะก้าวหน้าต้องสามัคคีมีเอกภาพ หากยังปักหลักอย่างนี้ก็เป็นการทำร้ายประเทศชาติ อย่าไปวิตกกับคนคิดทางลบ และเราต้องรู้ว่าคนวิจารณ์เราเป็นคนประเภทไหน โดยส่วนตัวถ้าคนที่คนในสังคมยกย่องว่าเป็นคนดี แล้วมาวิจารณ์ว่าตนบกพร่องตนต้องฟังมาก แต่ถ้าไม่อยู่ในกรอบก็ฟัง แต่ไม่ใส่ใจ

 ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า กรรมการบางคนก็เคยเป็นอดีต สสร.รัฐธรรมนูญ 2550 มาก่อน จะทำให้การทำงานมีปัญหาหรือไม่ ศ.ดร.สมบัติกล่าวว่า ตกลงคุณจะเอาใคร นักวิชาการหรือนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ หรือจะเอานักกฎหมายจบใหม่ที่ไม่เคยทำอะไร คนเคยทำมีประสบการณ์ ไม่ใช่ไปทำอะไรแล้วจะกลายเป็นของเสีย เวลาสื่อมวลชนว่าคนโน้นเคยทำโน่นทำนี่ จะมาทำไม่ได้แล้วจะไปหาใครทำ.. คนที่เคยมีประสบการณ์แต่คนนั้นไม่เชื่อ คนนี้ไม่เชื่อ ถามว่าใครไม่เชื่อ คนที่เสียประโยชน์นั่นแหละที่ไม่เชื่อ

 สำหรับรายชื่อคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานนั้น ประกอบด้วย

 1.นายประสาท สืบค้า  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)

 2.นายสมคิด เลิศไพฑูรย์  รองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคลและกฏหมายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 3.นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 4.นายศุภชัย ยาวะประภาษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 5.นายแสวง บุญเฉลิมวิภาส

 6.นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

 7.นายนันทวัฒน์ บรมานันท์    ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 8.นายศักดา ธนิตกุล   คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 9.นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์  อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10.นายบรรเจิด สิงคะเนติ  อดีตกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

 11.นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

 12.นายสุนทร มณีสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 13.นายไชยา ยิ้มวิไล อดีตโฆษกรัฐบาลยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

 14.นายทวี สุรฤทธิกุล ประธานสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 15.นายสิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

 16.นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต  คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 17.นายเธียรชัย ณ นคร เลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง (สพม.)

18.นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า และเจ้าหน้าที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีอีก 2 คน ร่วมเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

"เพื่อไทย"อัดกก.แก้รธน.ไม่เป็นกลาง

 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะกรรมการที่รัฐบาลอ้างว่าจะทำให้เกิดการปรองดองเมื่อดูรายชื่อและประวัติแล้ว ไม่น่าจะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะตัวบุคคลที่จะเข้ามาควรจะต้องมีประวัติไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างนึงอย่างชัดเจน

 เท่าที่ดูรายชื่อคณะกรรมการหลาย ๆ คนมีความคิดปรปักษ์ทางการเมืองกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รวมทั้งตัวนายสมบัติเอง อย่างนี้ก็ไม่สามารถทำให้เกิดการปรองดองอย่างแท้จริงได้ เพราะคณะกรรมการบางคนก็เป็นอดีตกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)คตส. ซึ่งดูแค่ที่มาก็ผิดแล้ว

 ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการทำให้เกิดการปรองดองอย่างแท้จริง ก็ต้องหาตัวบุคคลที่มีความเป็นกลางจริงๆ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ตรงกันข้าวกับที่พูดคือเดินหน้าทำลายล้างอย่างเป็นระบบภายใต้ชื่อแผนปรองดอง ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงขอแสดงความไม่เชื่อมั่นกับแผนปรองดองของรัฐบาล และมองว่าจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาบานปลายมากกว่า

  การเปิดตัวคณะกรรมการที่รัฐบาลอ้างว่าจะเข้าแก้ปัญหาความปรองดองหรือแก้รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างความสมานฉันท์ โดยเฉพาะชุดล่าสุดที่นายสมบัติ ซึ่งเปิดออกมา น่าจะเป็นความน่าละอายของผู้บริหารในรัฐบาล ที่ทำออกมาให้ประชาชนจับได้ว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการมีความคิดในการปรองดองจริง ๆ แต่เป็นการมุ่งทำลายล้างพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง ให้เป็นระบบต่อไปมากกว่า ซึ่งหากทำแบบนี้ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่างแท้จริง

 วันนี้รัฐบาลจึงต้องมองเรื่องความสงบของประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่ได้ใช้กำลังบีบบังคับ จนอาจทำให้กทม.และทุกจังหวัดในประเทศเกิดปัญหาเหมือนกับที่เกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเป็นเช่นนี้พรรคเพื่อไทยจึงมองว่า ปัญหาความขัดแย้งที่แท้จริงอาจไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลนี้ซึ่งเป็นคนทำให้กระบวนการประชาธิปไตยถูกทำลายไปอย่างมาก ซึ่งท้ายที่สุดปัญหาความขัดแย้งอาจต้องรอให้รัฐบาลใหม่มาแก้เพราะคงหวังรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้

สป.แนะ"รบ."นำวัฒนธรรมไทยใส่ในแผนปรองดอง 

 เมื่อเวลา 11.20 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและคณะผู้บริหารของสภาที่ปรึกษาฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนในการดำเนินการตามแผนปรองดองเพื่อปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาล และในฐานะที่สภาที่ปรึกษาฯ เป็นองค์กรสะท้อนปัญหาจากประชาชนสู่รัฐ ก็พร้อมที่จะดำเนินการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนเพื่อจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบาทภารกิจของสภาที่ปรึกษาฯ ต่อไป

 นายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวแสดงความชื่นชมนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่สามารถดำเนินการทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ พร้อมขอเป็นกำลังใจและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล รวมทั้งยินดีรับฟังแนวนโยบายที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนปรองดองเพื่อปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาลมาเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป อย่างไรก็ดีการดำเนินการแผนปรองดองนั้น ถ้าได้มีการนำวัฒนธรรมไทยเข้ามาดำเนินการในแผนฯ อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้แผนประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ก็ขอให้รัฐบาลดำเนินการเยี่ยวยาผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาโดยเฉพาะญาติ เช่น บุตรธิดา ของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวให้ได้รับการศึกษาต่อจนจบการศึกษาระดับอุมศึกษาด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการออกมาตรให้การช่วยเหลือเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ทางสภาที่ปรึกษาฯ เห็นด้วยกับมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการและขอชื่นชมที่ได้มีการดำเนินการเป็นไปอย่างครอบคลุมและทันท่วงที

 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า แผนปรองดองปฏิรูปประเทศไทยนั้น ตรงนี้ต้องอาศัยผู้ที่สามารถเชื่อมฝ่ายต่าง ๆ ได้ จึงขอฝากให้ทางสภาที่ปรึกษาฯ ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระได้ช่วยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงฝ่ายต่าง ๆ ในการที่จะสร้างความเข้าใจว่ารัฐบาลจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก็จะเป็นเรื่องที่ดี ส่วนมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองนั้น ในส่วนของรัฐบาลก็ได้มีการดำเนินการครอบคลุมเกือบทุกด้านเช่นเดียวกับที่สภาที่ปรึกษาฯ ได้เสนอมา รวมถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือญาติหรือบุตรธิดาของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ซึ่งตรงนี้จะใช้หลักเกณฑ์แบบเดียวกันกับที่ดำเนินการในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาปรับใช้ให้บุตรธิดาของผู้เสียชีวิตได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีต่อไป นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ฝากให้สภาที่ปรึกษาฯ ได้ศึกษาช่องทางที่จะสามารถติดต่อประสานและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสภาที่ปรึกษาฯกับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นด้วย

 ทั้งนี้จากการหารือในเรื่องต่าง ๆ แล้ว ประธานสภาที่ปรึกษาฯ และคณะ ก็ยินดีที่จะรับข้อเสนอแนะและนโยบายจากนายกรัฐมนตรี ไปดำเนินการต่อไป