ข่าว

เล็งยุบศอฉ.-เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเตือนอย่าประเมินทัพแดงต่ำไป

เล็งยุบศอฉ.-เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเตือนอย่าประเมินทัพแดงต่ำไป

16 มิ.ย. 2553

หลังจากประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 และในวันที่ 7 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ก็จะครบกำหนดเวลา 3 เดือนของการบังคับใช้ แล้ว

 ถือเป็นการครบอายุของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหากรัฐบาลจะประกาศใช้ต่อก็จะต้องประกาศต่อเนื่องไปเลยตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม แต่ถ้าไม่ประกาศใช้ต่อก็จะถือว่าการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 3 เดือนก็จะสิ้นสุดไปโดยปริยาย

 ท่ามกลางความวิตกของหลายฝ่ายว่า หากเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วจะสามารถควบคุมการเตรียมก่อหวอดประท้วงใหญ่เป็นรอบที่ 3 ของคนเสื้อแดงได้แค่ไหน อย่างไร

 รวมทั้งจะสามารถไล่ล่ากลุ่มติดอาวุธและกลุ่มใต้ดินได้ถนัดหรือไม่ เพราะอำนาจการติดตามจับกุม และสอบสวนเบื้องต้นไม่ได้อยู่ในมือทหารแบบเต็มไม้เต็มมืออีกแล้ว

 อย่างไรก็ตาม กลับมีข่าวที่ค่อนข้างจะแน่นอนจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า มีแนวโน้มสูงที่จะปล่อยให้  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หมดสภาพบังคับใช้เมื่อครบ 3 เดือน

 รวมทั้งการยุบ "ศอฉ." ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงอีกด้วย !!!!

 สำหรับแนวคิดในการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยุบ ศอฉ. เป็นแนวคิดในเบื้องต้นร่วมกันของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เห็นว่า สถานการณ์ขณะนี้สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่งแล้ว

 ขณะที่คดีความต่างๆ ก็เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะ "คดีพิเศษ" ในความรับผิดชอบของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เข้าเกียร์ห้า เดินหน้าไล่ล่าเครือข่ายขบวนการก่อการร้าย และล้มเจ้าอย่างต่อเนื่อง

 ปัจจุบันดีเอสไอรับผิดชอบคดีที่สืบเนื่องจากการชุมนุมมากถึง 153 สำนวน แยกเป็นคดีก่อการร้าย 73 สำนวน คดีขู่บังคับรัฐบาล 18 สำนวน คดีทำร้ายร่างกายประชาชน 50 สำนวน คดีเกี่ยวกับอาวุธยุทธภัณฑ์ 12 สำนวน ยังไม่รวมคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ในต่างจังหวัดด้วย

 สำหรับแนวคิดในการยกเลิกทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยุบ ศอฉ. รัฐบาลมองว่า เป็นอีกแนวทางเพื่อนำไปสู่ "การปรองดองแห่งชาติ" เพื่อเป็นการคัดแยกประชาชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมด้วยสาเหตุต่างๆ ออกจาก "ผู้ก่อการร้าย" ที่เกี่ยวข้องกับการวางเพลิง และกลุ่มติดอาวุธ

 รัฐบาลเล็งเห็นว่า หากดำเนินคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเคร่งครัดจะมีผู้ที่กระทำผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เฉพาะผู้ที่มาชุมนุมธรรมดาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน-19 พฤษภาคม มากถึง 1.5-2 หมื่นราย โดยแต่ละรายมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-2 ปี

 ฉะนั้น หาก "เหมาเข่ง" จับทุกคนที่ขวางหน้าไปเข้าคุก จำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งครอบครัวและญาติพี่น้องจะมีจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งจะทำให้มีแต่ความเคียดแค้นชิงชังไปทั่วทั้งแผ่นดิน และยากที่จะสมานแผลเพื่อปรองดองโดยง่าย

 เมื่อเล็งเห็นถึงการใช้หลัก "รัฐศาสตร์" ควบคู่ไปกับหลัก "นิติศาสตร์" เช่นนี้ แนวคิดในการออกกฎหมาย "นิรโทษกรรม" ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมก่อการร้ายจึงออกมา และอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของดีเอสไอ กฤษฎีกา และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

 ภายใต้กรอบแนวคิดที่ชัดเจน คือ จะปรองดองกับประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปลุกระดมยั่วยุ หรือเข้าไปเผาบ้านเผาเมือง หรือใช้อาวุธสังหารผู้บริสุทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นเพื่อขจัดข้อหา "ซูเอี๋ย" กับขบวนการทักษิณ

 เพื่อขจัดข้อครหาดังกล่าว นอกจากจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมแล้ว ในทางคดี และการไล่ล่ากลุ่มติดอาวุธก็ต้องเดินหน้าต่อ

 แนวทางหนึ่งคือ การมอบให้กระทรวงมหาดไทยรับเป็น "เจ้าภาพ" ในการประชาสัมพันธ์ขอเรียกเก็บคืน "อาวุธสงคราม" ทั้งที่เป็นของเถื่อนและของทางราชการ ซึ่งถูกชิงไปในระหว่างชุมนุม โดยจะมีข้อยกเว้นไม่เอาผิดทางกฎหมายให้

 ส่วนแกนนำฮาร์ดคอร์ที่ยังหลบหนี เช่น อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่มีข่าวหนีไปซุกในบ่อนฝั่งปอยเปตก็ต้องติดตามไล่ล่ามาดำเนินคดี และรีดเค้นเอาความลับต่อไป

 สำหรับหน่วยงานที่จะมีหน้าที่ติดตามคดีต่างๆ แทน ศอฉ. คือ “ศูนย์ประสานงานติดตามคดี” เพื่อมีหน้าที่ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีต่างๆ ที่สืบเนื่องจากการชุมนุม

 ที่สำคัญคือ เพื่อรองรับอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอ ไม่ให้นายธาริตถูกโดดเดี่ยวเกินไป ภายใต้ "ไร่มะเขือเทศ" ที่ยังคงแดงสะพรั่งอยู่

 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแนวโน้มสูงที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ ศอฉ. แต่รัฐบาลและกองทัพก็พร้อมที่จะปัดฝุ่นเอา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือกระทั่งฟื้นคืนชีพ ศอฉ.ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากได้กลิ่นที่ผิดปกติโชยมาจากรูเล็กๆ ใต้ดิน หรือ ณ พื้นที่สีแดงแห่งใดแห่งหนึ่งในประเทศ

 สอดคล้องกับคำเตือนของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าที่หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่แตะเบรกแบบนิ่มๆ ว่า

 "การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในบางพื้นที่ที่เหตุการณ์สงบก็น่าจะยกเลิกได้ ส่วนจะยกเลิกทั้งหมดหรือไม่ ผมคงตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่ทราบมาว่าในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ อาจจะมีความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม"

 โบราณว่า "จิ้งจกทัก" ยังต้องรับฟัง แล้วขนาดระดับอดีต ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ออกโรงมาทักเองแบบนี้ เห็นทีรัฐบาลและกองทัพคงไม่อาจประเมินศักยภาพของ "กองทัพแดง" ต่ำจนเกินไป


ทีมข่าวความมั่นคง