ข่าว

"สภาควรออกหน้านิรโทษกรรม"

"สภาควรออกหน้านิรโทษกรรม"

16 มิ.ย. 2553

กระแสการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ หลังจากมีการมอบหมายหน่วยงานให้ขับเคลื่อนเกิดเสียงสนับสนุนและคัดค้านตามมาเป็นระยะ

 เนื่องจากความชัดเจนในการแยกแยะความผิดของคนที่มาร่วมชุมนุมทางการเมืองเป็นคนกลุ่มไหนบ้าง และใครบ้างที่จะถูกดำเนินคดีทางอาญา ทางการยังไม่ได้สรุปในประเด็นนี้

 ทำให้ประชาชนที่เดินทางมาชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจเกิดความกลัวผิดจนไม่กล้ารายงานตัวหรือไม่ยอมรับการเยียวยา

 ดังนั้นรัฐบาลต้องแยกแยะกลุ่มที่กระทำความผิดและกลุ่มที่ควรจะได้รับการนิรโทษกรรมมีใครบ้าง ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องการขัดหลักนิติรัฐและนิติธรรม หากนิรโทษกรรมแค่บุคคลบางกลุ่ม ทำให้กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ และถือเป็นการเลือกปฏิบัติ

 ที่สำคัญการนิรโทษกรรมต้องทำให้คนในชาติเกิดความสามัคคี และทำให้ผู้ที่กระทำความผิดเข้าใจและสำนึกในสิ่งที่ตัวเองกระทำ

 "อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง" นักวิชาการด้านสันติวิธี อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เห็นด้วยกับแนวคิดการนิรโทษกรรมเพราะถือเป็นการสร้างฐานความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเห็นอกเห็นใจ ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่าผู้ถูกนิรโทษกรรมเข้าใจตรงกันกับรัฐบาลหรือไม่ บางคนแม้ถูกนิรโทษกรรมอาจยังไม่เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลทำ

 ก่อนที่รัฐบาลจะนิรโทษกรรมควรพูดให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกระบวนการวัตถุประสงค์ของการนิรโทษกรรมให้ตรงกันก่อน

 "ก่อนอื่นรัฐบาลต้องพูดให้นักวิชการใน กทม.และคนที่จะถูกนิรโทษกรรมเข้าใจว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ใช่การสร้างภาพ ต้องทำให้คนทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกที่ดี อย่าทำอะไรจนถูกมองเป็นเรื่องการเมืองไปด้วย และจะกลายเป็นปัญหาลุกลามไปยังพื้นที่อื่นได้ หากมีบางกลุ่มเห็นว่าตนเองก็ควรจะได้นิรโทษกรรมเหมือนกับกลุ่มที่ที่รัฐบาลกำลังทำให้อยู่ เช่นในพื้นที่ภาคใต้" นักวิชาการด้านสันติวิธีกล่าว

 เขายังเห็นว่ารัฐบาลจะทำอะไรอย่าให้ประชาชนคิดว่ากำลังตกเห็นเป็นเหยื่อทางการเมือง ใช้ประชาชนบังหน้าโดยไม่ยึดหลักการที่ถูกต้องของบ้านเมือง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจการกระทำของรัฐไปในทางที่ผิด และอยากเสนอให้องค์กรอิสระเป็นคนทำมากกว่าข้าราชการ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นคนของรัฐบาลหรืออาจถูกกล่าวหาเป็นคนของสีนั้นสีนี้ ในส่วนของรัฐบาลควรสนองในขั้นตอนสุดท้ายคือการออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้หน่วยงานที่ทำมีความเป็นอิสระในการทำงาน

 ขณะที่ "สุริชัย หวันแก้ว" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า นักการเมืองควรจะมีความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งที่ผ่านมาควรมีการนำเรื่องนี้ไปอภิปรายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐสภาควรหาทางออกและรับผิดชอบร่วมกัน

 "การที่รัฐบาลมอบให้ข้าราชการเป็นคนทำ เสี่ยงต่อการถูกวิจารณ์ ถูกกล่าวหาเป็นคนของใครไปสมคบกับใครหรือไม่ การมอบให้ข้าราชการทำก็เหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติประชุมกันตามวาระ แต่ถ้านักการเมืองโดยสภาทำร่วมกันแล้วเป็นเรื่องใหญ่เปิดประเด็นให้เป็นที่ถกเถียงกันในสาธารณะไม่ใช่เป็นการทำแบบเหมาเข่ง อย่าลืมว่ารัฐบาลก็ถูกมอง ควรจะถูกตรวจสอบด้วย"

 ส่วนปฏิกิริยาของนักการเมืองที่แสดงออกในสภาปัจจุบัน "สุริชัย" เห็นว่า มีการเถียงกันเหมือนเป็นศัตรู จนมีความรู้สึกไม่อยากอยู่ร่วมประเทศเดียวกัน ดังนั้นไม่ควรโยนทุกเรื่องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำเพียงคนเดียว สภาควรรับผิดชอบร่วมกัน ขณะนี้ความรับผิดชอบของนักการเมืองเบาบางเกินไป แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ยุบสภาหรือลาออก เพราะง่ายเกินไป ควรช่วยกันทำให้สังคมเยือกเย็นลง ไม่ควรเอาโวหารมาฆ่าฟันกัน ควรมีท่าทีเชิงบวกต่อกัน ไม่ใช่แสดงท่าทีเป็นศัตรูกันตลอดชาติ

 "สุริชัย" เห็นว่า การนิรโทษกรรมต้องแยกระหว่างคดีความผิดทางการเมืองกับคดีความผิดทางอาญา เพราะโทษต่างกัน ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมบางคนยังไม่เข้าใจคำว่าผู้ก่อการร้ายรวมถึงตัวเองด้วยหรือไม่ พากันหวาดกลัวไม่กล้ารับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เรื่องนี้รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจ

 อย่างไรก็ตาม "สุริชัย" เห็นว่า การนิรโทษกรรมควรออกเป็น พ.ร.บ.มากกว่า พ.ร.ก.เพราะการออกเป็น พ.ร.ก.ไม่สง่างาม แม้ว่าจะใช้รวดเร็วในสภาวการณ์ขณะนี้ แต่ที่สำคัญมีการเปิดประเด็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในรัฐสภา มีบทพิสูจน์การทำงานร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหน และข้อกฎหมายที่ออกมาน่าจะมีความรอบคอบรอบด้านมากกว่า

 ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะทำให้ประชาชนที่เห็นต่างกันหันหน้ามาปรองดองกันได้จริง !

 สมถวิล เทพสวัสดิ์