ข่าว

ดับนักจัดรายการวิทยุปินส์คาเวทีฝีปากกล้าวิจารณ์นักการเมืองท้องถิ่น

ดับนักจัดรายการวิทยุปินส์คาเวทีฝีปากกล้าวิจารณ์นักการเมืองท้องถิ่น

15 มิ.ย. 2553

มะนิลา-มือปืนปินส์โหดยิงเผาขนนักจัดรายการวิทยุฝีปากกล้าดับคาเวทีประกวดร้องเพลง คาดสาเหตุวิจารณ์นักการเมืองท้องถิ่น

ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นดินแดนอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานด้านสื่อ ล่าสุด นายเดซิดาริโอ กามังยัน นักจัดรายการวิทยุวัย 52 ปี ประจำสถานีซันไรซ์ เอฟเอ็ม ในจังหวัดดาเวา โอเรียนทอล ห่างจากกรุงมะนิลา ไปทางใต้ประเทศ 1,020 กม. ถูกมือปืนยิงศีรษะในระยะเผาขน ขณะเป็นพิธีกรงานประกวดร้องเพลง เมื่อค่ำวันจันทร์ (14 มิ.ย.)

 โฆษกตำรวจท้องถิ่นเปิดเผยว่า ขณะที่ผู้ตายกำลังกล่าวแนะนำผู้ประกวดคนหนึ่งบนเวทีอยู่นั้น มือปืนได้ดอดมาจากด้านหลังเวที ก่อนกระหน่ำยิงอย่างอุกอาจจนตายคาเวที ช็อกผู้ชมการประกวดที่อยู่ด้านล่างเวทีไปตามๆ กัน ขณะที่คนร้ายหลบหนีไปได้ เนื่องจากด้านหลังเวทีไม่มีไฟส่องสว่าง ทำให้คนร้ายสามารถใช้ความมืดเป็นที่กำบัง

 รายงานข่าวเปิดเผยว่า ตำรวจได้เริ่มสอบสวนหาผู้อยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมครั้งนี้แล้ว โดยพุ่งประเด็นว่า การตายของนายกามังยันเกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่หรือไม่ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่านายกามังยันเป็นนักจัดรายการวิทยุแนวทุกข์ของชาวบ้าน และมักจะวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาพัวพันการตัดไม้ผิดกฎหมาย และอาชญากรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด หรือการพนันอย่างโจ่งแจ้งไม่เกรงกลัวกฎหมายใดๆ

   นักจัดรายการวิทยุรายนี้ นับเป็นเหยื่อรายล่าสุดในเหตุทำร้ายผู้สื่อข่าวที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่าในประเทศนี้จนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศอันตรายของคนในวิชาชีพสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์สะเทือนขวัญสังหารหมู่ 57 ศพเมื่อเดือนพฤจิกายนปีที่แล้ว มีผู้สื่อข่าวท้องถิ่นตกเป็นเหยื่อรวมอยู่ด้วยถึง 30 คน 

 ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (ซีพีเจ) แถลงว่า มีผู้สื่อข่าวถูกสังหารอย่างน้อย 134 คนแล้ว นับจากการล่มสลายของระบอบเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ในปี 2529 โดยในจำนวนนี้เกือบ 100 คน ถูกสังหารนับตั้งแต่นางกลอเรีย อาร์โรโย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2544 

 คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว ที่มีสำนักงานในนิวยอร์ก ระบุด้วยว่า เมื่อปีที่แล้วมีผู้สื่อข่าวและคนทำงานด้านสื่อ ถูกฆ่าตาย 38 คน ทำให้ฟิลิปปินส์ติดอันดับประเทศอันตรายที่สุดในโลกสำหรับนักข่าวในปีเดียวกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะตำรวจมีหลายมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย การลงโทษ หรือเอื้อประโยชน์ผู้กระทำผิด