
รัฐกับความไม่เป็นธรรมในโลกของตำรวจ
"ใส่เกียร์ว่าง วิ่ง กระโดดข้ามหัว" คือวาทกรรมที่ทุกคนคุ้นเคยเมื่อถึงเรื่องราวในโลกของตำรวจไทย การกระทำดังกล่าวอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่ว่าด้วย "พฤติกรรมต่อต้านการทำงาน" ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกที่ผู้ปฏิบัติต้องการเรียกร้องความยุติธรรมจากการทำงาน
นั่นหมายความว่า เมื่อตำรวจรับรู้ว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมจากองค์กรหรือจากการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เป้าหมายขององค์การหรือผู้บังคับบัญชาไม่บรรลุผล
การแสดงกิริยาก้าวร้าว ขัดขืนต่อผู้บังคับบัญชา การร้องเรียนในเรื่องต่างๆ เช่น ร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ร้องเรียนเรื่องการไม่ได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทนจากการทำงานกรณีส่วนแบ่งค่าปรับจราจร เป็นตัวอย่างหนึ่งของการต่อต้านการทำงานในมิติการล่วงละเมิดทางร่างกายและจิตใจ ซึ่ง Spector (2006)อธิบายว่าบรรยากาศในการทำงาน บรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมองค์การมีส่วนสำคัญอย่างมากที่เอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วก่อนที่บุคคลจะแสดงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางร่างกายหรือจิตใจออกมานั้น เขาจะมีความเครียดและความไม่พึงพอใจในการทำงานอยู่ในระยะเวลาหนึ่งแต่พวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือแก้ไขให้ความเครียดในการทำงานลดลง
ในส่วนของการใส่เกียร์ว่างหรือการทำงานแบบพอผ่านก็เป็นอีกมิติหนึ่งของพฤติกรรมต่อต้านการทำงานที่ต้องการให้เป้าหมายขององค์การหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาล้มเหลวเนื่องมาจากความคับข้องใจ การไม่เห็นด้วยกับนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่องค์การกำหนดขึ้น เนื่องจากไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเช่น การได้รับคำสั่งให้ส่งกำลังเข้าช่วยเหลือหน่วยงานอื่นๆ ทั้งๆ ที่ในพื้นที่รับผิดชอบมีภาระงานที่มากและอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงไม่น้อยไปกว่าหน่วยอื่นๆ เลย การประเมินสถานการณ์ที่แตกต่างกันและขาดการมีส่วนร่วมในการคิด วิเคราะห์และตัดสินใจร่วมกันนำมาซึ่งการต่อต้านการทำงานในลักษณะของการใส่เกียร์ว่างหรือการหลบหลีกการทำงาน
การที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมในการทำงาน ทำให้แสดงพฤติกรรมก่อกวน ปัดแข้งปัดขา เลื่อยขาเก้าอี้ แทงหลัง กระโดดข้ามหัวรุ่นพี่ ล้มระบบอาวุโสเนื่องจากการได้ซึมซับรับเอาวัฒนธรรมของการได้ดิบได้ดีที่ไม่ได้ผูกโยงกับระบบคุณธรรมในการประเมินผลงาน เมื่อมีช่องโอกาสก็จะพยายาม”วิ่ง” ให้ตนเองได้บรรลุเป้าหมายเร็วที่สุด โดยมิได้สนใจหรือให้ความสำคัญว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร
การหลบหลีกการทำงาน การไม่เข้าประชุม ก็เป็นการแสดงออกเพื่อต่อต้านบรรทัดฐานขององค์การที่แสดงถึงความไม่พึงพอใจในการทำงานในเรื่องต่างๆ เช่นกัน
ความไม่ยุติธรรม 3 ประการคือ การไม่ได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการทั้งๆ ที่ควรจะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น การต้องตกอยู่ภายใต้กฎระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ตนเองไม่เห็นด้วยและไม่พึงพอใจ และการต้องปฏิบัติงานโดยตกอยู่ภายใต้อำนาจที่มากดดัน คือแรงผลักดันที่สำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมต่อต้านการทำงาน ดังนั้น หากจริงใจที่จะปฏิรูปองค์การตำรวจจริง รัฐบาลควรทำการทบทวนด้วยว่ามีส่วนส่งเสริม สนับสนุนความไม่ยุติธรรมให้เกิดขึ้นในองค์กรตำรวจทั้ง 3 ประการหรือไม่ การกระทำในลักษณะปากว่าตาขยิบ หรือการกระทำในลักษณะที่สร้างวัฒนธรรมของความไม่เสมอภาคและไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในวงการตำรวจ เพื่อหวังผลเพียงประโยชน์ของกลุ่มตนนั้น นอกจากจะไม่ช่วยพัฒนาระบบคุณธรรมในวงการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความผาสุกของประชาชนด้วย เพราะงานของตำรวจเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน ดังนั้นเมื่อตำรวจต่อต้านการทำงาน คนที่เดือดร้อนมากที่สุดคือประชาชน ไม่ใช่รัฐบาล ดังนั้นหากรัฐบาลคำนึงถึงประชาชนที่แท้จริงย่อมไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการส่งเสริมความไม่ยุติธรรมให้เกิดขึ้นในระบบการบริหารของข้าราชการตำรวจ
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



