ข่าว

อภิสิทธิ์สั่งศึกษาข้อดี-เสียกม.นิรโทษฯแดง

อภิสิทธิ์สั่งศึกษาข้อดี-เสียกม.นิรโทษฯแดง

15 มิ.ย. 2553

"นายกฯ"สั่งศึกษาข้อดี-เสียกม.นิรโทษแดง ชี้ถ้าอนาคตมีปัญหาก็ไม่ทำ

เมื่อเวลา 16.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแนวร่วมนปช. ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)จะพิจารณาใช้ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีกฎหมาย แต่การนิรโทษกรรมต้องออกเป็นกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าจะออกเป็นกฎหมายก็ต้องมีกระบวนการของครม.และสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในชั้นนี้เป็นเรื่องของศอฉ. ที่หยิบยกขึ้นมา โดยตนได้สอบถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีแล้วก็บอกว่ายังไม่มีข้อยุติ เป็นเพียงการสอบถามความคิด และตรวจสอบข้อดีข้อเสีย ตนและนายสุเทพ ก็คุยกันและเห็นว่าการดำเนินการใดๆ ก็ตาม จะต้องไม่นำไปสู่ปัญหาในอนาคต การแก้ไขปัญหาปัจจุบันแต่ไปสร้างปัญหาในอนาคตนั้นเราก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเพียงขั้นตอนที่ ศอฉ.จะต้องพิจารณาเมื่อมีข้อยุติแล้วจะมาสู่ ครม.อีกครั้ง

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราก็ทราบว่ายังคนพยายามที่จะมีความเคลื่อนไหว เราก็พยายามใช้มาตรการต่างๆเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แต่ที่สำคัญคือสังคม หากเห็นว่าบ้านเมืองเราควรจะเดินไปข้างหน้า อะไรที่ยังมีข้อข้องใจและความรู้สึกที่ยังไม่เป็นธรรม ก็มีกระบวนการอื่นรองรับแทนที่จะใช้วิธีการที่จะนำไปสู่ความสูญเสีย หากเราชัดเจนในเรื่องเหล่านี้จะทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆ ก่อตัวขั้นมาได้ยาก แต่ถ้าสังคมไม่ช่วยกันตรงนี้ อะไรที่ควรจะต้องแสวงหาข้อยุติร่วมกัน กลับพยายามทำให้เกิดช่องว่าง ก็จะเป็นปัญหา รัฐบาลจึงต้องดูหลายอย่างควบคู่กันไป และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ยังต้องคงภาวะฉุกเฉินอยู่ แต่ถ้าทุกอย่างเริ่มมีช่องทางในการหาคำตอบทุกเรื่องได้ การจำกัดสิทธิ์ต่างๆก็ไม่จำเป็น

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในช่วงเช้าวันที่ 15 มิ.ย. ตัวแทนภาคธุรกิจท่องเที่ยวก็มาพบกับตน เพราะมีปัญหามาก แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือไปเยอะแล้ว แต่มองจากการที่ต่างประเทศยังไม่กลับเข้ามา เขาก็รู้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะหนักสำหรับธุรกิจ แต่สุดท้ายตนก็ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจเอกชนก็ต้องตระหนักว่าปัญหามันมาจาก ตรงไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงยกตัวอย่างว่าหากอยากให้ภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวไหนดี ภาคเอกชนก็ต้องมีบทบาทในการทำให้ทุกคนตระหนักว่าเวลาที่บ้านเมืองไม่สงบ วุ่นวาย มีความรุนแรง คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชนธรรมดา โดยเฉพาะคนยากคนจน เพราะคนที่ไปก่อนก็คือลูกจ้าง ผู้ใช่แรงงานแล้วกระเทือนไปถึงผู้ค้าขายรายย่อย ดังนั้นเอกชนก็ต้องใช้ศักยภาพของตัวเองในการทำความเข้าใจกับประชาชนและมวลชน พื้นที่ไหนอยากมีภาพลักษณ์ที่ดีก็ต้องแสดงออกให้เห็นว่าจับมือกันทั้งภาค เอกชน ภาคการเมืองและภาคประชาชนว่าที่นี่ต้องการความสงบทุกอย่างก็จะเดินได้ หากรอว่าจะให้มันเกิดขึ้นจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนั้นมันไม่เกิด

 เมื่อถามว่าประชาชนยังไม่มั่นใจในแผนปรองดองที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะเป็นเรื่องยาก ตอนนี้ง่ายที่สุดสำหรับรัฐบาลก็บอกเลยว่าไม่คิดจะทำ เพราะมันเป็นเรื่องยาก โอกาสสำเร็จอาจจะไม่มาก แต่ประเด็นคือมันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประเทศหรือไม่ แต่ตนมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องเดินหน้าทำ แม้รู้ว่ายากและมีโอกาสที่จะล้มเหลว แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ และพยายามที่จะแสวงหาความร่วมมือทุกฝ่าย ซึ่งก็ยาก เพราะหลายฝ่ายก็มีเหตุผลของตัวเอง แต่ว่าอย่าเอาความลังเลหรือความกลัวว่ามันจะไม่สำเร็จแล้วไม่ต้องทำ เพราะยิ่งต่างคนต่างอยู่บ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้ และคนที่เดือดร้อนคือประชาชน ตนจึงยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องเดิน แล้วก็รู้ว่าคนบางกลุ่มอย่างไรก็ปฏิเสธแต่เราต้องการสร้างทิศทางให้กับ ประเทศให้กับคนส่วนใหญ่หรือทั้งหมด

 เมื่อถามว่าในอายุของรัฐบาลชุดนี้แผนปรองดองจะสำเร็จสักกี่เปอร์เซ็นต์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราก็จะกำหนดกรอบเวลาไว้แต่ละเรื่อง และจะชัดเจนขึ้นตามลำดับ แต่จะบอกว่าอีกกี่เดือนคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกวันเวลาที่ผ่านไปเราจะต้องเห็นความชัดเจนของความคืบหน้า ไม่เช่นนั้นไม่มีทางที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จได้ ซึ่งก็ได้เน้นย้ำกับหลายส่วนที่ทำงานตรงนี้ว่า อาทิ การรับฟังความคิดเห็นหรือการแก้ไขบางปัญหาจะบอกว่ารออีก 3 - 6 เดือน ค่อยมีการประเมินคงไม่ได้ เพราะต้องมีความเคลื่อนไหว และมีการนำสังคมให้เดินไปในทางนี้ให้ได้

 ส่วนเหตุผลที่ครม.มีมติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ตั้งสำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น นายกฯ กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานของกระทรวงไอซีทีซึ่งเตรียมการกันมา โดยวันนี้ให้สำนักงานก.พ.ร.ไปดูเพราะเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ส่วนที่มีความสำคัญกับตัวสำนักฯดังกล่าวคือตนได้ย้ำกับนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ตอนนี้จะต้องทำความเข้าใจกับเรื่องของการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต เพราะเราไม่อยากใช้วิธีที่จะเป็นลักษณะของการไปปิดกั้นหรือปิดเว็บ เราอยากจะให้คนใช้หรือคนที่บริหารเว็บฯต่างๆมีกติกา ความรับผิดชอบต่อสังคมในการที่จะไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยนายจุติบอกว่าจะไปนัดหมายกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะดูการแก้ไขปัญหานี้ ทั้งนี้การตั้งสำนักฯเป็นการผลักดันตามแผนปรองดองข้อหนึ่งและข้อสาม