ข่าว

ศิริโชคปัดปล่อยข่าวซื้อเทมาเส็กโบ้ยสื่อเทศปูด

ศิริโชคปัดปล่อยข่าวซื้อเทมาเส็กโบ้ยสื่อเทศปูด

15 มิ.ย. 2553

“วอลเปเปอร์” ปัด ปล่อยข่าว “ซื้อเทมาเส็ก” โบ้ย “สื่อต่างชาติ” ไปคุยกับ “ผู้บริหาร” เอง “ไอซีที-ก.คลัง” ไปดูข้อ “กฎหมาย” หวั่นกระทบความสัมพันธ์ “ไทย-สิงคโปร์” หากยกเลิกสัญญา ลั่น “ปชป.” ตั้งใจตั้งแต่เป็น “ฝ่ายค้าน” ว่า ไทยคม ควรเป็นของ “คนไทย” ยันต้องสานต

 (15มิ.ย.) นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมครม.ถึงกรณีการซื้อกิจการไทยคมจากเทมาเส็ก ว่า รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้ปล่อยข่าวแต่เกิดจากสื่อต่างประเทศไปคุยกับผู้บริหารของเทมาเส็ก ซึ่งเป็นการต่อยอดการเจรจาว่าจะซื้อในรูปแบบใด ตรงนี้ทำให้กระทรวงการคลังไปดูเรื่องของข้อกฎหมายและรูปแบบการซื้อขายนั้น ต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีที ในแง่ของการลงทุน และเรื่องข้อกฎหมาย

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ไปพูดคุยเทมาเส็กบอกว่าจะขายทั้งหมดหรือบางส่วน นายศิริโชค กล่าวว่า เทมาเส็กบอกชัดเจนว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เสนอไปแล้ว เป็นผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของเขาๆก็ยินดีที่จะรับข้อเสนอ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่จะต้องไปติดตามเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความประสงค์ที่อยากจะได้ในส่วนของดาวเทียม แต่ดาวเทียมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทไทยคม เพราะฉะนั้นก็ต้องมาดูวิธีการว่า ถ้าจะซื้อเฉพาะดาวเทียมต้องทำอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าเราคงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญของบริษัทวาณิชธนะกิจที่ต้องเข้ามาดูเรื่องนี้ด้วย

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจัยที่จะมาคำนวนเป็นเงื่อนไขในเรื่องของราคาจะดูจากอะไร นายศิริโชค กล่าวว่า ถ้าซื้อเฉพาะดาวเทียมก็ต้องไปดูว่าปัจจุบันดาวเทียมที่ใช้งานได้มีอยู่กี่ดวง อายุสัมปทานของดาวเทียมดวงนั้นเหลืออีกกี่ปี มีลูกค้ากี่ราย ทรัพย์สินมีอะไรบ้างก็ไปคำนวนตรงนั้นออกมา

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มูลค่าการซื้อขายเฉพาะดาวเทียม นายศิริโชค กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้เพราะมีเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น เฉพาะไทยคม 5 หรือรวมไอพีสตาร์ ซึ่งไอพีสตาร์ก็มีปัญหาว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหนงทางการเมืองเคยระบุว่า เป็นดาวเทียมที่ไม่ได้รับอนุญาต เพราะฉะนั้นเวลาจะคำนวนก็ต้องมีหลายๆ ตุ๊กตา เช่น 1.เฉพาะไทยคม 5 หรือ 2.ไทยคม 5 บวกไอพีสตาร์ หรือ 3.ไทยคม 5 บวกไอพีสตาร์และต่ออายุสัมปทาน ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของกระทรวงการคลังไปพูดคุยกับไอซีที

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวเลขเท่าไหร่ที่จะไปซื้อ นายศิริโชค กล่าวว่า ตอบยาก เพราะขณะนี้เรายังไม่ได้ลงลึกไปถึงว่าราคาควรเป็นเท่าใด  รูปแบบการซื้อก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะซื้อทั้งบริษัทไทยคม หรือจะซื้อเฉพาะธุรกิจดาวเทียมหรือว่าซื้อทั้งบริษัทมาก่อนแล้วค่อยขาย ในส่วนที่เกี่ยวกับดาวเทียมออก คือมีรูปแบบหลายอย่างซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่ต้องไปดูว่ารูปแบบไหนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไทย โดยในเบื้องต้นต้องทำคู่ขนานกันไป กระทรวงการคลังก็ต้องไปดูรูปแบบของการลงทุน ส่วนกระทรวงไอซีทีก็ต้องไปดูเรื่องการละเมิดกฎหมาย เพราะเมื่อมีการละเมิดกฎหมายแล้วตนเข้าใจว่าทางบริษัทก็คงต้องสู้เต็มที่อยู่แล้ว ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ก็อาจจะกินระยะเวลารัฐบาลก็ต้องมาคำนวนว่าคุ้มค่าหรือไม่ แต่ทั้งหมดยังไม่มีความชัดเจน

 ส่วนความระมัดระวังหากมีการยกเลิกสัญญานั้น นายศิริโชค กล่าวว่า ก็ต้องมีความระมัดระวังเพราะจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์ เช่น ในเรื่องการค้าเพราะปัจจุบันเราใช้สิงคโปร์เป็นฐานการส่งออกพอสมควร ดังนั้นมีหลายมิติที่จะต้องคำนวนซึ่งตรงนี้ต้องคิดกันอย่างระมัดระวัง แต่ความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน ก็คือดาวเทียมของไทยคมก็ควรที่จะเป็นของคนไทย ดังนั้นวันนี้เราก็พยามยามที่จะสานต่ออุดมการณ์และแนวความคิดที่เราเคยมีอยู่