
"เชียงขวัญ" จัดบวชควายจ่าสืบทอดประเพณี
ร้อยเอ็ด - เชียงขวัญจัดงานประเพณีบวชควายจ่า และบุญบั้งไฟ สืบทอดรากเหง้า วิถีชีวิตการทำนา และขอฝน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านแมด ต.เชียงขวัญ อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด นายสำราญ แสนมนตรี นายก อบต.เชียงขวัญ ร่วมกับส่วนราชการ สถานศึกษา ชาวบ้านแมด และหมู่บ้านใกล้เคียง จัดงานประเพณีบวชควายจ่า และงานบุญบั้งไฟ ประจำปี 2553 ขึ้น โดยมีขบวนแห่จากหมู่บ้านต่างๆ และโรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม จัดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ขบวนฟ้อน เซิ้ง และผาแดงนางไอ่ ตามตำนานบุญบั้งไฟ เพื่อเป็นการขอฟ้าขอฝน ซึ่งมักพบเห็นกันอยู่ทั่วไปทางภาคอีสาน แต่ที่นี่แตกต่างออกไปจากที่อื่นโดยไฮไลท์ของงานอยู่ที่ขบวนควายจ่า หรือ ควายฮ้า ที่ผ่านการทำพิธีบวชมาแล้ว มีการชโลมกายด้วยสีดำทั้งตัว ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าเตี่ยว เหมือนสมัยโบราณ มาร่วมแห่นำขบวนต่างๆ ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนจากทั่วสารทิศที่ชมงานจำนวนมาก ก่อนจะมีพิธีจุดบั้งไฟในวันรุ่งขึ้น
การบวชควายจ่า หรือควายฮ้า ช่วงเทศกาลบุญบั้งไฟของที่นี่มีการจัดสืบทอดกันมานับร้อยปี เพราะเชื่อกันว่าจัดขึ้นเพื่อถวายปู่ตา เทวดาอารักษ์ ผีฟ้า ผีแถน บันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล นำความชุ่มชื้นมาสู่ท้องนา ให้การทำนา ไถ หว่านข้าว บังเกิดผลดีอุดมสมบูรณ์และคุ้มครองชาวบ้านให้มีความอยู่ดีกินดี ตลอดทั้งปี นอกจากนี้แล้วยังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวอีสานไม่ให้เลือนหายไปจากชุมชนอีกด้วย
ผศ.สมชาย นิลอาธิ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า พิธีกรรมบวชควายจ่า หรือควายฮ้านี้ ปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เห็นในพื้นที่ภาคอื่น เคยพบในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แต่ภายหลังพิธีกรรมดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว เหลือเพียงแห่งเดียวในแถบลุ่มน้ำชี คือเขต อ.เชียงขวัญ ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น พิธีกรรมนี้ถือว่าเป็นรากเหง้าของสังคมเกษตร สังคมการทำนา ที่ต้องใช้ควายและไถเป็นเครื่องมือ ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าพิธีกรรมนี้มีมาแล้วประมาณ 2,500 - 3,000 ปีและเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคที่มีการถลุงโลหะ (ทองแดง,สัมฤทธิ์ และเหล็ก) ได้แล้ว ในการประกอบพิธีจะมีสัญลักษณ์ต่างๆ ให้เห็นมากมาย เช่น การแต่งกาย อุปกรณ์ในการทำพิธี เป็นต้น



