
"มาร์ค"ลั่นลุยซื้อ"ไทยคม"คืนจากเทมาเส็ก
"มาร์ค" เดินเครื่องลุยซื้อไทยคมคืนจากเทมาเส็ก เผยให้กระทรวงการคลังพิจารณา ยอมรับซื้อด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง ขณะ "กรณ์" ยอมรับไปเจรจาเทมาเส็กแล้ว ด้าน รมต.ไอซีทีรับลูก สั่งให้คณะกรรมการดูข้อกฎหมายพร้อมสรุปใน 21 วัน ขณะที่ "ศิริโชค" แย้มผลเจรจายันเทมาเส็
หลังจากเคยมีแนวคิดในการซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากบริษัทเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ด้วยเหตุผลในเรื่องความมั่นคงในช่วงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ล่าสุดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีแนวคิดที่จะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากบริษัทเทมาเส็กอีกครั้ง พร้อมให้เหตุผลในเรื่องของความมั่นคงของประเทศเป็นหลักเช่นกัน
เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 14 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ครั้งที่ 4/2553 ณ ห้องประชุมกระทรวง ชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถนนพระรามที่ 6 ถึงกระแสข่าวรัฐบาลมีแนวคิดซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากกองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ ส่วนเหตุผลคือ จริงๆ แล้วถ้ารัฐบาลต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงในเรื่องของดาวเทียมก็เป็นเหตุเป็นผล แต่รัฐบาลต้องดูว่าถ้าจะไปดำเนินการซื้อจะต้องมีความโปร่งใสในเรื่องของราคาและเงื่อนไขต่างๆ นอกจากนั้นถ้ารัฐบาลย้อนกลับไปดูช่วงที่เทมาเส็กซื้อหุ้นของบริษัทแม่ก็เคยชี้แจงไว้ต่อสาธารณะ และเข้าใจต่อตลาดหลักทรัพย์ด้วยว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะมาซื้อเรื่องของดาวเทียม
"เพราะฉะนั้นก็อยู่ในข่ายที่น่าพิจารณา แล้วกระทรวงการคลังกำลังไปเจรจา ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ถ้าได้คืนมา แต่ต้องดูความสมเหตุสมผลในเรื่องของเงื่อนไขราคาอะไรต่าง” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าเท่ากับว่ามีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ คิดว่ามีความเป็นไปได้ ส่วนวิธีที่จะได้มาต้องทำอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังต้องไปเจรจากับเทมาเส็ก และต้องมาดูด้วยว่าถ้าเกิดจะซื้อ เมื่อเป็นเจ้าของแล้วองค์กรการบริหารควรจะอยู่ในรูปไหนในสังกัดใด โดยรัฐบาลจะซื้อเฉพาะดาวเทียม ส่วนจะใช้เวลาอีกนานหรือไม่ต้องถามกระทรวงการคลัง ขณะที่ตัวเลขการใช้งบประมาณยังไม่ได้มีการรายงานเข้ามา
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวยอมรับว่า เดินทางไปประเทศสิงคโปร์ในช่วงที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปประท้วงที่บริษัทไทยคม ทั้งนี้เพื่อชี้แจงกรณีปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นต่อผู้บริหารกองทุนเทมาเส็กซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไทยคม แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของการหารือได้
“ข้อเท็จจริงคือช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณไทยคมนั้น ท่านนายกฯ มอบให้ผมไปทำความเข้าใจกับกลุ่มเทมาเส็ก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทชินคอร์ป ผมไปชี้แจง แต่ผมจะไม่พูดว่าผมไปหารือกันเรื่องอะไร หรือเรื่องที่มีข่าวว่าผมไปเจรจาซื้อหุ้นไทยคมคืน เพราะไทยคมเป็นบริษัทในตลาด และไม่มีวาระอะไรเป็นพิเศษที่ต้องออกมาพูด ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม” นายกรณ์ กล่าว
วันเดียวกัน นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดที่รัฐบาลจะซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) จากบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของประเทศสิงคโปร์ว่า ดาวเทียมเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ และที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้นำไปขายให้สิงคโปร์ รัฐบาลจึงมีความคิดที่อยากจะนำดาวเทียมกลับมาเป็นทรัพย์สินของคนไทยอีกครั้ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความคิดตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าสล็อตวงโคจรดาวเทียมเป็นทรัพย์ของคนไทย จึงไม่ควรถูกนำไปขายให้ต่างชาติ และเมื่อพรรคมาเป็นรัฐบาล ก็เห็นว่าดาวเทียมมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก จึงมีนโยบายที่จะเอาดาวเทียมไทยคมคืนมา แต่เรื่องดังกล่าวต้องไปพูดคุยกับบริษัทเทมาเส็กที่เป็นเจ้าของดาวเทียมไทยคม
"ก่อนหน้านี้นายกรณ์และผมเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ เพื่อพูดคุยเรื่องนี้ในเบื้องต้นกับเทมาเส็กแล้ว เมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเทมาเส็กไม่ขัดข้อง แต่จะขอดูเงื่อนไขต่างๆ เพราะมันเป็นเงื่อนไขในเชิงธุรกิจ เนื่องจากเขาต้องตอบผู้ถือหุ้นของเขาให้ได้" นายศิริโชค กล่าว
ส่วนแนวทางการซื้อหุ้นดังกล่าวนั้น นายศิริโชค กล่าวชี้แจงว่า มีหลายแนวทาง โดยรัฐบาลต้องให้กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปพูดคุยตกลงกันว่าจะให้รัฐวิสาหกิจใดไปซื้อ เช่น อสมท หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น เพราะรัฐวิสาหกิจอาจมีเงินสะสมอยู่แล้ว โดยต้องคิดว่าจะซื้อในราคาที่เท่าไหร่ และประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของได้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอาจตั้งเป็นกองทุนซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนมา โดยจัดเป็นหน่วยลงทุนให้ประชาชนระดมทุนเข้ามา และเมื่อได้ข้อสรุปรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ รัฐบาลจะดำเนินการยื่นข้อเสนอในการขอซื้อหุ้นต่อไป
ต่อข้อถามว่าการที่เกิดปัญหาเรื่องของสัญญาณดาวเทียมที่มีผลในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง คิดว่าเป็นเพราะเทมาเส็ก ที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มชินวัตรมาถือหุ้นใช่หรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า แม้เทมาเส็กเข้าถือหุ้นไทยคมแล้ว แต่โครงสร้างของบริษัทไทยคมยังเป็นชุดเดิม จึงย่อมมีความคิดที่เอนเอียงไปทาง พ.ต.ท.ทักษิณพอสมควร ทั้งที่บริษัทนี้ควรเป็นของประเทศไทย รวมถึงผู้บริหารต้องเป็นกลางและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า เบื้องต้นสั่งการให้คณะกรรมการดูข้อกฎหมายมาตรา 22 สำหรับปัญหาสัญญาสัมปทานดาวเทียวไทยคมทำสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมกับฟันธงคำตอบที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยจะต้องส่งให้ไอซีทีภายใน 21 วันนับจากนี้ ซึ่งระหว่างนี้จะติดตามความคืบหน้าทุกสัปดาห์ นอกจากนี้กรณี "ไทยคม" ยังเป็น 1 ใน 4 เรื่องหลักที่นายอภิสิทธิ์ฝากถึงกระทรวงไอซีทีดูแลว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงฝากดูแลเรื่องความสุจริตในกระทรวง ผลักดันการทำระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเรื่องเว็บหมิ่นฯ
"ในฐานะเป็นคนไทย ผมก็อยากได้คืน เพราะวงโคจรเป็นของประเทศไทย จริงๆ อยากจะด่าคนขายด้วยซ้ำไป แต่ก็ต้องดูหลายองค์ประกอบ เพราะถ้าตอบเลยตอนนี้ว่าเป็นอย่างไร ก็เหมือนทำนายไพ่ยิปซี ซึ่งจากนี้ไปก็อีก 21 วัน ก็ต้องรอเขาสรุปกันก่อน แล้วผมก็จะดูว่าข้อเสนอเป็นอย่างไร โดยทุกอย่างก็จะให้เสร็จสมบูรณ์ภายในวันดังกล่าว ที่ผมบอกคือฟันธงทั้งหมด เพราะไม่ต้องการให้มีการเตะถ่วงเวลา ต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐ แต่เอกชนก็สบายใจได้ เพราะเราไม่ได้ตั้งเป้าไปรังแกใคร แต่ทุกอย่างว่ากันตามข้อเท็จจริง" นายจุติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคมกล่าวว่าใครจะซื้อไทยคมตอนนี้ ถ้าคิดตามมาร์เก็ตแคป (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) ก็ต้องมีอย่างน้อย 1 หมื่นล้านบาท



