
จี้รัฐพัฒนาเพิ่มรายได้ภาคเกษตรเครือซีพีมั่นใจ ศก.ไทยแกร่ง-คาดปีนี้โต 4.5-5.5%
เครือซีพีมั่นใจเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 4.5-5.5% ชี้การเมืองและหนี้ยุโรปยังเป็นปัจจัยเสี่ยง จี้รัฐเร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่น พร้อมกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว เพิ่มรายได้-พัฒนาภาคเกษตรกร
นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวได้ 4.5-5.5% โดยมีปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่คาดว่าปีนี้จะเติบโต 17-18% และพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไทย อย่างไรก็ตามปัญหาทางการเมืองยังถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย หากมีปัญหาที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีก ก็มีโอกาสทำให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ถึง 4% รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงจากนอกประเทศ เช่น วิกฤติหนี้ในยุโรปที่ลุกลาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญประการแรกคือ การเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นในประเทศให้กลับคืนมาโดยเร็ว จากนั้นควรมีแผนระยะยาว โดยกำหนดให้เป็นแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
"รัฐบาลควรแยกการเมืองออกจากความเป็นจริง เพราะหากนำทุกเรื่องมาเป็นการเมืองก็จะเกิดการคัดค้านจากฝ่ายค้าน ทำให้ไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เช่น การทำให้รายได้ประชากรเพิ่มขึ้น การพัฒนาระบบชลประทาน เพื่อพัฒนาภาคการเกษตร ที่มีผลต่อการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ควรยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น แต่หากเมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปก็คงจำเป็นต้องปรับขึ้น" นายอาชว์ กล่าว
ส่วนปัญหาภัยแล้งนั้น นายอาชว์มองว่าจะมีผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตรให้ลดลง เช่น ผลผลิตข้าวเปลือกจะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาจาก 30 ล้านตัน เหลือเพียง 28 ล้านตัน ส่งผลต่อการส่งออกข้าวลดลงจาก 9 ล้านตัน เหลือ 8-8.5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ฤดูฝนกำลังจะมา จึงเชื่อว่าสภาพอากาศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผลกระทบจากภัยแล้งจึงไม่มากนัก ขณะที่ด้านราคาพืชผลเกษตรก็ยังอยู่ในระดับดี
ด้านนายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือซีพี กล่าวว่า ปัญหาหลักของประเทศในขณะนี้ก็คือปัญหาในเชิงโครงสร้างของประเทศที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ 70% ของจำนวนประชากร ซึ่งอยู่ในชนบท โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ปัญหาหลักคือ การมีหนี้สิน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเข้าไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ด้วยการปลดหนี้ อาจจะเริ่มด้วยการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรก่อน จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการปลดหนี้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นกับภาครัฐ ซึ่งอาจจะมีเงื่อนไขว่ากลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลดหนี้นี้แล้ว จะต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีด้านการเกษตร เพื่อยกระดับการพัฒนาขีดความสามารถภาคเกษตรของไทยในระยะยาว



