ข่าว

 ตลาดแบบไทยๆ

ตลาดแบบไทยๆ

15 มิ.ย. 2553

ถ้าจะนับเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา เป็นเดือนพฤษภาคมวิปโยคก็คงได้ เพราะบรรดานักกิจกรรมทางการเมืองได้กระทำการป่วนบ้านป่วนเมือง จนถึงขั้นเผากรุงลงกาเสียจนวินาศสันตะโร ชนิดไม่มีใครคาดคิดกันมาก่อน

 ซึ่งถึงกระนั้นแล้วก็ยังมีนักวิชาการหัวตะแบงออกมากล่าวอ้างว่า การชุมนุมเรียกร้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ รัฐไม่ควรดำเนินการปราบปรามด้วยความรุนแรง

 โดยนักวิชาการหอกข้างแคร่ในมหาวิทยาลัยเหล่านั้นอาจจะลืมไปว่าการเรียกร้องใดๆ ก็ดี ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่ไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น และต้องกระทำการเรียกร้องหรือกดดันต่อรัฐซึ่งถือเป็นคู่กรณี ไม่ใช่มาลิดรอนสิทธิในการประกอบธุรกิจค้าขายของคนอื่น

 ผลประกอบการทางธุรกิจในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงมีตัวเลขที่ตกต่ำลงไปแทบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจหลักๆ ของประเทศต่างได้รับผลทั้งทางตรงและทางอ้อมกันไปทั่วหน้า เพราะตามหัวเมืองในจังหวัดใหญ่ๆ ก็มีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นไม่น้อยหน้ากรุงเทพฯ ด้วย

 แต่สิ่งที่เติบโตสวนทางกับธุรกิจอื่นๆ ร่วมชาติเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดคือ ธุรกิจรถยนต์ที่มีมูลค่ามหาศาลและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยมาก ตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ทุกชนิดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตทุกชนิด รถปิกอัพที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดในตลาด เฉพาะอีซูซุกับโตโยต้าก็สามารถทำยอดจำหน่ายไปได้มากกว่ายี่ห้อละหนึ่งหมื่นคัน ซึ่งเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วถือว่าเป็นอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดทีเดียว

 ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ติดอันดับโลก มีรถยนต์จากผู้ผลิตทุกสัญชาติทั่วโลกวางจำหน่ายนับสิบๆ ยี่ห้อ แต่ยอดจำหน่ายของผู้นำทางการตลาดเพียงแค่ 3 ยี่ห้อ คือ โตโยต้า อีซูซุ และ ฮอนด้า กลับมีตัวเลขการจำหน่ายรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 75 ของตลาดรถยนต์รวม ซึ่งถือเป็นตัวเลขการจำหน่ายที่นักการตลาดด้านยานยนต์สมควรจะเอาเป็นกรณีศึกษาอย่างยิ่ง

 เพราะจะเห็นได้ว่าผู้จำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลกที่เข้ามาแข่งขันในตลาดเมืองไทย แม้ว่าจะนำเอารถยนต์รุ่นที่ขายดีในระดับโลกบวกกับวิธีการทางการตลาดที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกมาแล้ว แต่กลับมาล้มเหลวในตลาดประเทศไทยอยู่หลายต่อหลายยี่ห้อ บางยี่ห้อถึงกับถอนตัวออกจากประเทศไทยไปอย่างบอบช้ำเป็นที่สุด

 หรือแม้แต่ผู้นำทางการตลาดในประเทศไทยอย่างอีซูซุเองก็ตาม ในอดีตก็ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดทั่วโลกมากนัก และมีการถอนตัวออกจากตลาดส่วนอื่นๆ ของโลกอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อกลยุทธ์ด้านการตลาดของ ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ ส่งผลให้ยอดจำหน่ายของรถยนต์อีซูซุในประเทศไทยเติบโตเกินหน้ายี่ห้ออื่นๆ ไปไกล

 อีซูซุ มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์อีซูซุ จึงได้มอบหมายให้ มิตซูบิชิ คอเปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของตรีเพชร อีซูซุเซลส์ เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการกิจกรรมทางการตลาดทั่วโลกแทน โดยที่มิตซูบิชิ คอเปอเรชั่น จำกัด ก็ได้มอบหมายภาระนี้ให้แก่ ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ โดยทีมผู้บริหารชาวไทย และใช้กลยุทธ์ทางการตลาดแบบไทยๆ เข้าไปดำเนินการ

 ผลประกอบการของรถยนต์อีซูซุในตลาดโลกจึงเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง เพราะฉะนั้นจากผลที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและในตลาดโลก คงเป็นข้อสรุปได้ 2-3 ประการว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเป็นตลาดที่มีลักษณะเฉพาะตัว ต้องใช้วิธีการดำเนินการในรูปแบบเฉพาะเท่านั้น และกลยุทธ์ทางการตลาดแบบไทยๆ สามารถนำไปดำเนินการในภูมิภาคต่างๆ ของโลกนี้ได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าจะล้มเหลว เพราะสิ่งที่ ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ และทีมงานของ ปนัดดา เจณณวาสิน ทำมา ได้พิสูจน์ทราบให้เห็นแล้วว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ครับ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ