
การทูตประชาชนต้องมาก่อน
ในปัจจุบัน ประเทศไทยต้องอาศัยการทูตประชาชนเข้ามาช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทย หลังเหตุการณ์การเมืองยุ่งเหยิงในช่วงสอง-สามเดือนที่ผ่านมา เพราะมีความจำเป็นต่อเสถียรภาพและความอยู่ดีกินดีของชาติในอนาคต
ขณะนี้การประชาสัมพันธ์ที่เรารู้จักกัน มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาในสื่อมวลชนในแขนงต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เป็นต้น มันล้าสมัยหมดยุค แถมยังทำให้ผู้อ่านหรือผู้รับฟัง รู้สึกเบื่อหน่าย เนื่องจากมีสาระจำเจมาจากการโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว (ประเด็นนี้คนดูแลเรื่องสื่อในช่วงวิกฤติพลาดมากทีเดียว)
รัฐบาลชอบทำการประชาสัมพันธ์อย่างถล่มทลายนั้นเห็นไม่มีใครสู้รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรได้ เพราะกล้าลงทุนแบบไม่อั้น ถึงแม้ว่าขณะนี้ตัวเองกำลังหนีติดคุกไทย ตระเวนไปทั่วโลก ยังสามารถสร้างภาพและข่าวสารเกี่ยวกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีทีมงานมือระดับชั้นเซียนราคาแพงมาช่วย ประจำอยู่ทั่วโลกคอยติดตามข่าวและตอบโต้
ลองย้อนหลังไปดูการประชุมเอเปกในปี 2003 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ มันเป็นงานยิ่งใหญ่ อดีตนายกทักษิณ ต้องการส่งเสริมบทบาทผู้นำตัวเอง (ก่อน) และประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คงไม่มีใครรู้หรอกว่า ตอนนั้นรัฐบาลไทยทุ่มเงินทำประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศเป็นพันๆ ล้านบาท (ย้ำอีกทีนะครับ เป็นพันๆ ล้านบาท) เพื่อสร้างภาพ โดยเฉพาะสื่อทีวีต่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ไทยในปัจจุบันต้องเร่งทำ รอไม่ได้ บรรดาผู้นำไทยรวมทั้งทูตและตัวแทนองค์กรต่างๆ ต้องออกหน้าและพูดเกี่ยวกับประเทศไทยกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ต้องไม่โกหก หรือเชียร์รัฐบาล นี่จะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญต่อการทูตประชาชน เพราะเอาประชาชนและความรู้สึกเข้าใจเป็นหลัก
ขณะนี้มีการพูดกันมากว่ารัฐบาลไทยอาจจะจ้างบริษัทพีอาร์ดังๆ และต้องยอมเสียเงินเป็นพันๆ ล้านบาท เพื่อที่จะกอบกู้หน้าตาประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าไทยเราทำบ่อยมากเพราะมีวิกฤติการเมืองนิ่งมาบ่อยครั้ง
วิธีการที่ดีที่สุดและประหยัดเงินที่สุด คือคนที่อยู่ในหน้าที่ทำหน้าที่เป็นหน้าตาให้แก่ประเทศชาติ ยกตัวอย่างคือ ทูตทั้งหลายประจำในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีทัศนคติที่เป็นเชิงลบ ต้องมาพูดและอธิบายเรื่องที่เกิดในเมืองไทย รัฐบาลชุดนี้มีความโปร่งใสและเปิดกว้างต่อคำวิจารณ์อย่างกว้างขวาง
แต่ประเด็นมีอยู่ว่า ทูตหรือข้าราชการไม่รู้เรื่องบ้านเมืองหรือการเมืองไทยพอที่จะสร้างความกระจ่างได้ ฉะนั้นกลุ่มนี้ต้องทำการบ้านมากกว่านี้
นอกจากนี้ไทยมีเพื่อนต่างประเทศที่มีตำแหน่งสูงและมีอิทธิพลต่อรัฐบาลต่างประเทศมากมาย ควรจะต้องขอความช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา อาจจะมีการพบปะเพื่อระดมสมองกับอดีตทูตสหรัฐอเมริกาเช่นนายวิลเลียม อีโต นายเดแรน จอห์นสัน เป็นต้น เพื่อขอความคิดเห็นและแนวทาง ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าจ้างบริษัทพีอาร์เสียเงินเปล่าๆ
ไทยโชคดียังบุญเก่าที่จะพยุงชื่อเสียงและฐานะในเวทีการเมืองในระหว่างประเทศ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรู้จักคุยและมีแนวทางแบบเดียวกัน
สิงคโปร์และอิสราเอลเป็นสองประเทศที่ข้าราชการทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ประเทศได้ดี โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจ ส่วนไทยไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว บ่อยครั้งส่งเจ้าหน้าที่ระดับมือไม่ถึงไปประจำสถานทูต พอเจอเหตุการณ์แบบที่ต้องทำงานเชิงล็อบบี้ พูดคุยเลือกเปลี่ยนข้อคิดเห็น กลายเป็นว่าทำไม่เป็น
ดูตัวอย่าง เจ้าหน้าที่การทูตสิงคโปร์ พูดดังฟังชัดทุกประเทศ ยิ่งอยู่ในประเทศยิ่งใหญ่ พวกเขายิ่งเสียงดัง เช่นในสหรัฐอเมริกา ทูตสิงคโปร์ นางฉาน เฮงฉี อยู่มากว่า 10 ปี ถือเป็นเจ้าแม่การทูตในวงการของกรุงวอชิงตัน มีบารมีสุดล้ำ ซึ่งบรรดาทูตประเทศอื่นรวมทั้งไทย (ที่คุยนักคุยหนาว่าเป็นพันธมิตร) ไม่มี
สถานทูตไทยในวอชิงตันต้องเชิงรุกมากกว่านี้ทั้งทูตประชาชนและระดับรัฐบาล ดูเหมือนมีจุดอ่อนอยู่ที่สื่อมวลชนสหรัฐอเมริกา เพราะไม่สามารถโน้วน้าวความคิดหรือเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพที่แท้จริงของไทย



