
พักเรื่องการเมืองมาดูฟุตบอลโลกสงสัยจะดีกว่ามั้ง
สัปดาห์นี้ไปจนถึงสักสองสัปดาห์การเมืองไทยคงจะไม่เป็นที่สนใจเท่ากับเรื่องราวของฟุตบอลโลกอย่างแน่นอน
นับว่าฟุตบอลโลกนี่แหละครับที่เป็นตัวช่วยของรัฐบาลของจริง (และเอาเข้าจริงก็คงจะเป็นตัวช่วยของรัฐบาลทั่วโลกนั่นแหละครับ)
ฟุตโลกยังไงก็ดูสนุกครับ เพราะฟุตบอลโลกมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เกิดความสนุกและความบันเทิงในหลายรูปแบบ เพราะว่าในฟุตบอลโลกนั้นก็คือฟุตบอลชาติ
หมายถึงว่าฟุตบอลโลกนั้นก็คือการแข่งขันที่เป็นการละเล่นของแต่ละชาติ ที่ทำตนเสมือนเป็นสงครามที่ไม่เสียเลือดเนื้อ แทนที่จะเป็นสงครามจริงๆ (ดังนั้นในเกมฟุตบอลจึงไม่ต้องมีความหวาดกลัวกับคำว่า ขอพื้นที่คืน ขอกระชับพื้นที่ หรือการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย)
นั่นเป็นเรื่องในระดับโลก หรือระดับนานาชาติ ที่แม้ว่าบางประเทศหรือชาตินั้นไม่สามารถเข้ารอบได้ แต่ก็ยังสามารถส่งใจไปเชียร์ประเทศอื่นได้เช่นกัน แต่ก็นั่นแหละครับ เมื่อถึงเวลาเข้าจริง ความรู้สึกในการเชียร์ชาติอื่นกับการที่ชาติของตัวเองได้รับชัยชนะนั้นไม่เหมือนกันทั้งหมดหรอกครับ
ทีนี้เรื่องที่น่าสนใจเรื่องต่อมาก็คงจะเป็นเรื่องว่าแต่ละประเทศ/ชาตินั้นเขาสามารถเข้าถึงรอบลึกๆได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็คือประเด็นเรื่องของการส่งเสริมกีฬาของแต่ละประเทศนั่นแหละครับ ว่าจะมาถึงวันนี้ได้อย่างไร
และถ้ามองในรายละเอียดของแต่ละประเทศแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แค่กิจกรรมของรัฐอัดฉีดเงินเข้าไป เพราะกีฬาฟุตบอลนั้นมีความสลับซับซ้อนอยู่มาก โดยเฉพาะในมิติของการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
กล่าวกันว่าการพัฒนาฟุตบอลนั้นแต่ละประเทศล้วนมีเหตุปัจจัยหลายประการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ว่าถ้ามีการสนับสนุนทางการเงิน ก็จะสามารถส่งทีมของประเทศไปแข่งได้
เรามักจะพบว่าประเทศที่สามารถส่งทีมนักเตะไปแข่งในระดับโลกได้นั้น (นอกจากใช้โควตาเจ้าภาพ) จะต้องมีวัฒนธรรมกีฬาที่ลงรากไปถึงเมืองและท้องถิ่นด้วย ดังนั้นฟุตบอลชาตินั้นจึงมีรากมาจากท้องถิ่น หมายถึงการมีกองเชียร์ที่เชื่อมโยงกับแต่ละภาคส่วนของประเทศที่ทำให้ฟุตบอลของประเทศแข็งแกร่ง เป็นหนึ่งเดียว เพราะเมื่อเล่นในนามของชาตินั้น เขาไม่ได้ซ้อมกันเหมือนทีมสโมสร แต่เขามีจิตวิญญาณอีกส่วนหนึ่งที่ผนึกกันเป็นทีมชาติ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การบริหารการเงินของสโมสรต่างๆ ก็สำคัญ การหมุนเวียนเอานักกีฬาชาติอื่นมาผสมก็ทำให้เกิดทั้งความนิยม และเกิดการฝึกฝนร่วมกัน และยังเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงและระดมทุนและแฟนคลับจากต่างชาติทั้งแฟนคลับ และนักลงทุนเจ้าของสโมสรด้วย
ส่วนรัฐเองก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาฟุตบอลนอกเหนือจากเรื่องของการอัดฉีดเงิน อาทิเรื่องของการเข้ามาควบคุมให้กองเชียร์ไม่ใช้ความรุนแรงในการเชียร์ และในขณะเดียวกัน รัฐและเศรษฐกิจก็ได้ประโยชน์ในการที่ฟุตบอลกลายเป็น "ลมหายใจ" ของผู้คนโดยไม่ไปสนใจเรื่องอื่นๆ เท่ากับการติดตามฟุตบอลแต่ละนัดนั่นแหละครับ
เรื่องพวกนี้ซับซ้อนมิใช่เล่น ทีนี้ลองหันมาดูเมืองไทยกันบ้าง ผมว่าอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้านี้ไทยจะไปบอลโลกหรือไม่ไม่ค่อยสำคัญเท่ากับว่าฟุตบอลกับการเมืองและเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน โดยเฉพาะแนวโน้มที่สำคัญจากปัจจุบันก็คือ ความแตกต่างระหว่างคนเมืองกับชนบท ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง และค่านิยม แต่เมื่อดูฟุตบอลแล้ว จะเห็นความพยายามเชื่อมกันของทีมในเมืองออกไปหาฐานทางชนบท และบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ชาติเขาเชื่อมโยงกันในลักษณะนี้มากขึ้น เราจะฝืนได้จริงเหรอครับ หรือว่าเราจะเพ้อว่าการไปบอลโลกเป็นเรื่องง่ายๆ แต่พร่ำสอนความยิ่งใหญ่ของความเป็นชาติและอัดฉีดเงินกับทีมชาติ โดยมองไม่เห็นฐานรากของสังคมไทยครับ



