
"ปรองดอง"ต้องยกโทษให้ประชาชน
ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ) กำลังเล็งที่จะเสนอออกกฎหมายพิเศษ ยกเลิกเอาผิดกับคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมและกระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งข้อหาดังกล่าวมีโทษจำคุกถึง 2 ปี
เข้าใจว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ส่วนแกนนำที่มีส่วนในการยุยงปลุกปั่นจะเข้าข่ายด้วยหรือไม่ยังไม่ชัดเจน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงไม่ร่วมถึงการกระทำความผิดทางอาญาอื่นๆ หรือนิรโทษกรรมทั้งหมดทุกคดีแน่นอน อย่างน้อยคนที่ยุให้ใครต่อใครเผาบ้านเผาเมืองต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ
แนวคิดแบบนี่แหละจะเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดอง การแสดงความจริงใจของรัฐบาลที่จะทำให้ประเทศชาติกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง
ว่ากันตามจริงประชาชนที่มาร่วมชุมนุมส่วนมากมีความเดือดร้อนจริง ส่วนใหญ่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีบ้างที่มาด้วยการจ้าง มาเพราะชื่นชอบในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ประชาชนเหล่านี้มีแนวคิดทางการเมือง ความเชื่อที่ตรงข้ามกับรัฐบาล เมื่อถูกสถานการณ์นำพาก็ไหลไปตามกระแส เคียดแค้นบ้าง ฝังใจต่อฝ่ายตรงข้าม พาลไปเป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาล
คนเสื้อแดงผู้ร่วมชุมนุมเมื่อตกอยู่ในบรรยากาศที่แกนนำพยายามสร้างขึ้น ก็เคลิบเคลิ้มด้วยคำพูดที่ปลุกปั่นให้ฝังใจเจ็บกับฝ่ายรัฐบาล การเคลื่อนไหวโดยฟังความแกนนำอย่างเดียวอาจทำให้ผิดพลาด
ทางจิตวิทยาไม่ได้เป็นเรื่องแปลกเมื่ออารมณ์ความเจ็บซ้ำจากการดำรงชีวิตถูกจุดขึ้น ม็อบส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อคดีร้ายแรงคนเหล่านี้ควรได้รับอิสระ ไม่ต้องรับโทษ
มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ยังเกรงกลัวรัฐบาลหลังเหตุการณ์สงบ โดยเฉพาะคดีความหลังจากการชุมนุม ช่องว่างตรงนี้ยังมีนักการเมืองบางส่วน ข้าราชการท้องถิ่นบางคนฉวยโอกาสปั่นหัว ขยายบาดแผลในใจพร้อมลุกฮือขึ้นมาอีกรอบ หากรัฐบาล หรือ ศอฉ. ต้องการสกัดหรือสร้างความเข้าใจอันดีกับชาวบ้านได้ โอกาสในวันข้างหน้าที่คนเสื้อแดงจะเข้ามาร่วมชุมนุมอีกครั้งก็คงไม่ง่ายนัก
เรื่องนี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับลูกมาเองและเตรียมตั้งคณะทำงานพร้อมประสานกับกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาหาช่องทางที่เป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสียเพื่อให้บรรยากาสปรองดองเริ่มต้นขึ้น
รัฐบาลมาถูกทางแล้ว เริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ ยกโทษให้ประชาชนเสียก่อน!!



