
เสธ.หนั่นตรวจระดับน้ำเขื่อนสิริกิติ์ย้ำเลื่อนทำนาปี
เสธ.หนั่น ตรวจระดับน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ย้ำต้องเลื่อนทำนาปีออกไปถึงกลางเดือน ก.ค.หลังระดับน้ำเขื่อนใหญ่ลดต่ำ
เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 14 มิถุนายน ที่บริเวณสันเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ พลตรีสนั่น ขจรประศาสตร์ รองนายกรัฐมนตรี และนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ นั่งเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ บินสำรวจระดับน้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 20 นาทีจากนั้น ลงพื้นที่ตรวจระดับน้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และฟังการรายงานสถานการณ์น้ำเขื่อนสิริกิติ์จากนายสมคิด แข็งแรง ผอ.เขื่อนสิริกิติ์
พลตรีสนั่น กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ และรับการรายงานจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า สถานการณ์น้ำในอ่างลดต่ำลง แม้ว่าจะมีปริมาณฝนตกลงในช่วงระยะหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา น้ำฝนที่ตกลงมาไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำเพิ่มจากเดิมเพียงวันละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรคือวันละ 4 ล้านลูกบาศกเมตร ล่าสุดปริมาณน้ำเขื่อนสิริกิติ์สามารถใช้งานได้เพียงร้อยละ 7 หรือ 496 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมามีน้ำใช้งานมากถึง 4200 ล้านลูกบาศกเมตร หรือร้อยละ 44 โดยกรมชลทานประสานปล่อยน้ำมากถึงวันละ 12 ล้านลูกบาศกเมตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่มากกว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์
ทั้งนี้ความเดือนร้อนของเกษตรกร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยปัญหาการขาดแคลนน้ำในปีนี้ จึงได้ทรงพระราชทานฝนหลวงเพิ่มขึ้นอีก 3 หน่วยคือที่จังหวัดขอนแก่น นครสวรรค์ และจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวง ให้ฝนตกในพื้นที่เหนือเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศทั้งซึ่งภาคเหนือคือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เป็นการช่วยเหลือพื้นที่เกษตรที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ซึ่งได้เริ่มดำเนินทำฝนหลวงมาตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องบินจากกองทัพอากาศ และจากรายงานพบว่ามีปริมาณฝนเริ่มตกในพื้นที่สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ในระดับหนึ่ง
“อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ โดยเฉพาะ เกษตรกรที่ใช้น้ำท้ายเขื่อนสิริกิติ์ ทั้งภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของราชการ คือให้เลื่อนการทำนาปีออกไปอีกจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องและมากพอจะทำการเกษตรได้ เป็นการลดความเสียหายของผลผลิต เนื่องจากฝนที่ตกลงมาในระยะนี้ จะไหลซึมลงพื้นที่ดินที่ขาดความชุ่มชื้นมาเป็นเวลานาน จึงทำให้น้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้อย



