
ศอฉ.จ่อเรียก80ผู้ทำธุรกรรมพิรุธชี้แจง
"สีหนาท" เผย ปปง.สอบพบการเคลื่อนไหวการเงิน 150,000 ล้านบาทอาจเกี่ยวเหตุจลาจลกลางเมือง เตรียมส่งชื่อบุค คลทำธุรกรรมการเงินต้องสงสัย 80 ราย ให้ศอฉ.ออกหมายเรียกมาชี้แจง ระบุ พฤติกรรมผิดปกติ เบิกเงินจากตู้เอทีเอ็มข้างถนนวันละไม่ต่ำกว่าแสนบาททุกวัน บางรายปิดยอ
(14มิ.ย.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ปปง. ร่วมแถลงข่าวถึงผลการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม ตามนโยบายรัฐบาลในการดำเนินคดี กรณีการชุมนุมที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวถึงการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของแกนนำและผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ปปง.ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการทำธุรกรรม พบว่า มีความเคลื่อนไหวทางการเงินเป็นจำนวน 150,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญากรณีการก่อการร้าย รวมถึงความผิดที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน ซึ่ง ปปง.ได้วิเคราะห์การธุรกรรมเสร็จแล้ว พบว่ามีบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการเงินผิดปกติ ไม่ต่ำกว่า 80 ราย ซึ่งจะเสนอให้คงคำสั่งระงับการทำธุรกรรมการเงินวงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท หลังจากนี้ ปปง. จะได้ส่งผลรายงานการวิเคราะห์ข้อมูลการทำธุรกรรมดังกล่าวให้ดีเอสไอเพื่อใช้เป็นข้อมูลดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และจะเสนอให้ ศอฉ.เพิกถอนคำสั่งระงับการทำธุรกรรมการเงินของบุคคลที่ตรวจสอบไม่พบความผิดปกติ
“ ปปง.จะเสนอให้ ศอฉ.ออกหมายเรียกบุคคลทั้ง 80 รายชื่อ ซึ่งพบว่าทำธุรกรรมการเงินต้องสงสัยเข้าให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อชี้แจงรายการธุรกรรมการเงินต่างๆ โดยผู้ที่มีรายชื่อเป็นคนดังที่สังคมรู้จักดี แต่มีการทำธุรกรรมการเงินผิดปกติ ซึ่งคนระดับนี้เรามักไม่เห็นเขาเดินข้างถนน เพราะมีลูกน้องห้อมล้อมเป็นจำนวนมาก แต่จู่ๆเขาก็เดินไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มข้างถนนทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่าแสนบาท หรือบางรายในช่วงการชุมนุมก็นำเงินไปปิดยอดผ่อนรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ต้องชี้แจงถึงที่มาของเงิน ” พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว
ด้านนายธาริต กล่าวว่า ปัจจุบันมีคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบดีเอสไอ 153 สำนวน แยกเป็นคดีก่อการร้าย 73 สำนวน ขู่บังคับรัฐบาล 18 สำนวน คดีทำร้ายร่างกายประชาชน 50 สำนวน คดีเกี่ยวกับอาวุธยุทธภัณฑ์ 12 สำนวน ซึ่งยังไม่รวมกับคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ในจังหวัดต่างๆสำหรับการขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ล็อตที่ 4 ซึ่งมีจำนวนค่อนข้างมาก เพราะนำเอาคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด มาเป็นส่วนหนึ่งของการก่อการร้าย ขณะนี้กำลังเร่งหารือกับพนักงานอัยการเพื่อตรวจสอบหลักฐานที่จะใช้ยื่นขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา ในส่วนของผู้ต้องหาหลักในคดีก่อการร้ายขณะนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายจับแล้ว 53 คน
นายธาริต กล่าวถึงกรณีที่ ศอฉ.มอบหมายให้ศึกษาข้อดีข้อเสีย ความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายพิเศษนิรโทษกรรมผู้ที่กระทำความผิดตาม พรก.ฉุกเฉิน ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการออกกฎหมายเพื่อไม่เอาผิดกับผู้ร่วมชุมนุม ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ซึ่งไม่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีการก่อการร้าย โดยคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากนับหมื่นคน หากไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีจะมีอายุความถึง 10 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาบางส่วนได้ถูกจับกุมและศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหลายร้อยคน อย่างไรก็ตาม ขอทำความเข้าใจว่า ผู้ร่วมชุมนุมซึ่งถูกส่งกลับบ้านไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่คนชั่วร้าย ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย วางเพลิงเผาทรัพย์ หรือปล้มสดมภ์ แต่จากการสำรวจความคิดเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ มีแต่ผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการนิรโทษกรรมจึงต้องเร่งทำความเข้าใจกับคนในสังคม
ทางด้านพญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ลงพื้นที่เก็บลักฐานจากที่เกิดเหตุเพื่อนำมาตรวจพิสูจน์รวม 59 คดี จำนวน 73 ครั้ง โดยกรณี 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม ถูกโอนเป็นคดีพิเศษแล้ว แต่เนื่องจากศพถูกเคลื่อนออกจากจุดเกิดเหตุ จากการนำชี้ที่เกิดเหตุของพยานแต่พบดีเอ็นเอเพียง 4 ตำแหน่ง ยังไม่พบตำแหน่งที่เกิดเหตุอีก 2 ศพ รวมถึงศพของ น.ส.เกดกมล อัดฮาค อาสาสมัครพยาบาล โดยขณะนี้สามารถตรวจสอบพบทิศทางการยิงของ 4 ศพที่พบตำแหน่งเกิดเหตุแล้ว
ด้านนายชาติชาย กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวผู้ต้องขังเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบตามหมายขังของศาล ประมาณ 440 คน ในข้อหากระทำความผิดเกี่ยวกับ พรก.ฉุกเฉิน หรือความผิดที่เกี่ยวเนื่อง เช่น วางเพลิง ลักทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ และถูกนำตัวมาควบคุมไว้ในเรือนจำ 16 แห่ง เช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางอุบลราชธานี เรือนจำชั่วคราว โดยอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประกาศให้เป็นเรือนจำ 4 แห่ง ทั้งนี้ผู้ต้องขังทุกคนได้รับสิทธิตาม พรบ.ราชทัณฑ์ เช่น สิทธิการได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย สิทธิการได้รับการเยี่ยมเยียนหรือติดต่อจากบุคคลภายนอก สิทธิการปรึกษาหรือพบทนายเพื่อปรึกษาคดี ในส่วนของความเป็นอยู่ในเรือนจำ เจ้าหน้าที่ได้อธิบายให้ผู้ต้องขังรับทราบถึงความแออัดในเรือนจำ ซึ่งผู้ต้องขังใหม่ต้องนอนรวมกับผู้ต้องขังอื่นประมาณ 400-500 คน ในสังคมเช่นนี้จึงขอให้ระมัดระวังการแสดงออก ที่ผ่านมาจึงไม่เกิดปัญหากระทบกระทั่ง ยกเว้นรายผู้ต้องขังชาวออสเตรเลียซึ่งมีเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้ต้องขังเดิม



