ข่าว

"อ้วน บัวใหญ่"หรือนับหนึ่งเด็ดปีกคนเสื้อแดง

"อ้วน บัวใหญ่"หรือนับหนึ่งเด็ดปีกคนเสื้อแดง

14 มิ.ย. 2553

การเสียชีวิตของ ศักนรินทร์ กองแก้ว อายุ 24 ปี หรือที่รู้จักในกลุ่มคนเสื้อแดงในชื่อของ "อ้วน บัวใหญ่" ภูมิลำเนา หมู่ 3 ต.ชุมชนบ้านบัว ต.บัวใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต

ที่บริเวณทางแยกเข้าชุมชนบ้านบัว ถนนเทศบาล 7 เขตเทศบาลเมืองบัวใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ในคืนวันพุธที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า นี่อาจจะเป็นการนับหนึ่งที่สร้างแรงกดดันมาให้แก่แกนนำเสื้อแดงรายอื่น ที่มีความเคลื่อนไหวในระดับคล้ายคลึงกันกับ "อ้วน บัวใหญ่"

 กล่าวถึงบทบาทของเหยื่อเคราะห์ร้ายรายนี้ โดดเด่นนับจากเหตุการณ์ในเดือนมีนาคม เมื่อเขาร่วมกับมวลชนคนเสื้อแดงกว่า 100 คน เคลื่อนขบวนไปที่วัดสุทธจินดาวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อประท้วงขับไล่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เดินทางมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พ.อ.บริบูรณ์ ไทยสมัคร อายุ 72 ปี อดีตข้าราชการบำนาญ ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทพล.อ.เปรม

 ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนั้น มี ฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ หรือ น้อยแสง แกนนำคนเสื้อแดงในพื้นที่ อ.สีคิ้ว เป็นผู้ประสานหลัก โดยมี ศักนรินทร์ เข้าร่วมด้วย ภาพความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงกลุ่มนี้ก็คือ การไปรวมตัวกันห่างจากสถานที่จัดงานเพียง 50 เมตร จากนั้นมีการใช้เครื่องขยายเสียง แน่นอนว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งคือการกล่าวโจมตีไปยังพล.อ.เปรม ที่เดินทางมาเป็นประธานในพิธี และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ต.ท.เดชาวัต รามสมภพ ผบช.ภ.3 ซึ่งอยู่ในงานพระราชทานเพลิงศพ เฝ้ามองความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง

 แม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะยุติลงได้ด้วยการยอมสลายตัวไป แต่ด้านหนึ่งนั่นก็คือการสร้างภาพให้บุคคลระดับแกนนำ หรือมีท่าทีที่รุนแรงและเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในครั้งนั้นโดดเด่นขึ้น จนอยู่ในบัญชีรายชื่อของการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว ศักนรินทร์ ถูกยกระดับตัวเองให้โดดเด่นขึ้นในแง่ของการอยู่ในบัญชีบุคคลที่ถูกเฝ้ามองพฤติกรรม เนื่องจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาได้มีปากเสียงกับนายตำรวจระดับพันตำรวจโท ที่ไปดูแลการชุมนุมถึงขั้นมีการผลักอกเจ้าหน้าที่

 เมื่อพื้นที่กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหว นับจากเมษายนต่อเนื่องถึงพฤษภาคม ศักนรินทร์ ก็เข้าร่วมด้วยจากบทบาทของการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยให้แก่ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา แกนนำเสื้อแดงที่มีภาพความชัดเจนในแง่ของแกนนำที่นิยมการเคลื่อนไหวในลักษณะรุนแรง การต่อสู้ร่วมกันแบบเคียงบ่าเคียงไหล่ ยังรวมไปถึงการที่ ศักนรินทร์  พยายามให้การช่วยเหลือ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์ หลบหนีออกจากโรงแรมเอสซีปาร์ค นั่นก็มากเพียงพอที่จะยิ่งส่งเสริมเขาให้มีความโดดเด่นกับการทำหน้าที่ เพราะการกระทบกระทั่งกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่ไปดูแลเหตุการณ์ล้อมจับกุมในครั้งนั้น

  หลังปฏิบัติการทางทหารที่เข้มข้นในเดือนพฤษภาคม จนทำให้การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงสิ้นสุดลง นั่นคือการกลับเข้าสู่ความเป็นจริง ศักนรินทร์ กลับมาที่บ้านและใช้ชีวิตตามปกติ ควบคู่กับการทำหน้าที่ในฐานะอาสาสมัครหน่วยกู้ภัย สังกัดหน่วยกู้ภัยฮุก 31 และมีเรียกขาน "บัวใหญ่ 46"  ทันทีที่เขากลับมาสู่พื้นที่ ก็ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐ ด้วยการเข้ารายงานตัวตามที่ทางกองทัพภาคที่ 2 กำหนด ในวันที่ 21 พฤษภาคม และยุติความเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ ก่อนที่จะมาพบจุดจบ

 การเสียชีวิตของ ศักนรินทร์ ผ่านการทำงานของตำรวจ จากข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน ถูกจำกัดให้อยู่ใน 3 ประเด็น ที่น่าจะเป็นชนวนให้คนร้ายลงมือ ได้แก่ ชู้สาว ทะเลาะวิวาท และการเมือง  ประเด็นสู้สาวถูกคลี่คลายโดยสมาชิกในครอบครัว ที่ให้ความเห็นว่าไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะเขากำลังจะใช้ชีวิตคู่ ดังนั้นปมที่เหลือ จึงอยู่ที่สองประเด็นสุดท้าย

 แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ศักนรินทร์ โดยผิวเผินแล้วอาจจะเป็นคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่ด้วยสถานะของการทำหน้าที่เมื่อครั้งปรากฏการณ์เสื้อแดงเผาเมือง ดังนั้นแรงสะท้อนของเหตุการณ์ที่เกิดกับ "อ้วน บัวใหญ่" จากนี้ไปจึงน่าจะเป็นแรงกดดันไปยังแกนนำเสื้อแดง ในระดับที่เกี่ยวพันกับมวลชนบ้างไม่มากก็น้อย เพราะอันตรายที่อาจจะย่างกรายมาถึง ประเด็นเมื่อครั้งที่ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจจะกลายมาเป็นปมเหตุให้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อเด็ดปีก แม้ว่าแท้จริงแล้วอาจจะมาจากเรื่องอื่น