
"ไม่ว่าพรรคไหนผมก็ต้องทำหน้าที่"
ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เดินหน้าแผนปรองดองและปฏิรูปประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ โดยเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม หน่วยงานราชการถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อน
"มงคล สุระสัจจะ" อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งผู้ดูแลนายอำเภอทั่วประเทศ ในวัยเด็กคิดเพียงว่าแค่ได้เป็นนายอำเภอก็ถือว่าสูงสุดแล้ว หลังจากเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในภาคอีสาน จนกระทั่งได้ขึ้นมานั่งเป็น "อธิบดีกรมการพัฒนาชุมนุม"
แต่เพียงแค่ 7 เดือน "มงคล" ก็ได้ย้ายมานั่งในตำแหน่ง "อธิบดีกรมการปกครอง" แทน "วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์" ซึ่งถูกย้ายไปนั่ง "ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย"
โดย "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" รมว.มหาดไทย ได้เสนอชื่อ "มงคล" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา
จึงถือว่า "มงคล" ย้ายเข้ามานั่งในตำแหน่ง "อธิบดีกรมการปกครอง" ในช่วงที่ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ พอดิบพอดี
ดังนั้นเมื่อ "มงคล" เข้ามารับตำแหน่งจึงถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษ!
โดยมองว่า "มงคล" เติบใหญ่ชนิดก้าวกระโดด เพราะมี "นักการเมือง" ให้การสนับสนุน
แต่อีกด้านหนึ่งก็ถูกมองว่า "นักการเมือง" ฉลาดที่เลือก "มงคล" มาทำหน้าที่ เพราะประวัติและผลงานของ "มงคล" ส่วนใหญ่คือ "งานพัฒนา" ที่ต้องเข้าหาคลุกคลีกับประชาชน
ในภาวะที่นักการเมืองต่างเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ พรรคการเมืองโดยเฉพาะรัฐบาลเข้าพื้นที่ยาก
บางครั้งรัฐมนตรีไปปฏิบัติหน้าที่ก็ยังถูก "คนเสื้อแดง" โห่ไล่
ดังนั้นเรื่องการลงพื้นที่หาเสียงของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลในเขตของ "คนเสื้อแดง" ไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องยาก
จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อหาทางลงพื้นที่หรือให้กระแสต่อต้านรัฐบาลในพื้นที่ "คนเสื้อแดง" ลดลง
การเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนจึงต้องอาศัย "ข้าราชการ" ที่คลุกคลีกับชาวบ้านเป็นหลัก
"มงคล" ซึ่งกำกับดูแล "นายอำเภอ" ทั่วประเทศจึงถูกจับตามองการทำหน้าที่เป็นพิเศษแม้ว่าในอดีตที่ผ่านมามักจะพบปะกับประชาชนเป็นประจำอยู่แล้วก็ตาม
เพราะมารับตำแหน่งในช่วง "วิกฤติการเมือง" ประชาชนมีความคิดเห็นแตกแยกกันอย่างชัดเจน
"มงคล" ซึ่งถูกมองว่าการทำงานเป็นการกรุยทางให้นักการเมือง แต่ยืนยันว่า การทำงานของข้าราชการเป็นการทำตามหน้าที่ และทำทุกพื้นที่ ถ้าไม่ทำถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นเจ้ากระทรวง เมื่อนั่งอยู่ในตำแหน่งก็ต้องทำตามหน้าที่ โดยพยายามสร้างความเป็นกลางและความเป็นธรรมให้มากที่สุด และยอมรับเสียงท้วงติงเพื่อนำมาปรับปรุง
ส่วนการทำงานของ "เจ้าหน้าที่รัฐ" ในการเข้าพื้นที่ช่วงที่อารมณ์ทางการเมืองของประชาชนที่มาเข้าร่วมชุมนุมและเดินทางกลับบ้านยังคุกรุ่นไม่ดับสนิท "มงคล" บอกว่า จากการเดินทางลงพื้นที่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ยังไม่พบกระแสต่อต้านจากประชาชน เพราะที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่พบปะกับชาวบ้านเป็นประจำอยู่แล้ว จึงถือเป็นต้นทุนเดิมที่ทำให้ได้เปรียบในเรื่องนี้
"ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยต้องพบปะใกล้ชิดกับประชาชนตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับหมู่บ้าน ตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องประสานงานใกล้ชิดกันตลอด เวลาทำงานเราจะไม่เลือกใครมีความเห็นแตกต่าง แต่เราต้องรับฟังทุกความเห็น โดยน้อมนำหลักธรรมาภิบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ ยึดหลักความเป็นธรรม ถูกต้อง รู้รักสามัคคี และเศรษฐกิจพอเพียง" อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว
"มงคล" กล่าวว่า การทำงานของนักปกครองทุกคนยึดพระราโชวาทของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ก่อตั้งกระทรวงมหาดไทย ที่ว่าเป็นนักปกครองรองเท้าต้องขาดก่อนกางเกง ซึ่งหมายถึงเราต้องเดินไปหาประชาชน ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม "มงคล" ยอมรับว่า การพบปะพูดคุยกับประชาชนในช่วงนี้ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ เพราะประชาชนแต่ละคนแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันไป การพบปะประชาชนที่มีความสูญเสียการพูดคุยก็ต้องเป็นอีกลักษณะ โดยคิดอยู่เสมอว่าประชาชนที่เข้าไปพบเป็นเพื่อน เป็นพี่น้องของเราเอง ที่สำคัญต้องอดทน อดกลั้น มีความจริงใจ เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ใช้เป็นต้นทุนในการพูดคุย เพราะเราทำมาเป็นประจำ
"ในบางเรื่องที่วิกฤติก็เป็นโอกาสเหมือนกันเหตุการณ์เผาศาลากลางวันนั้น ถ้ามีเจ้าหน้าที่ยิงชาวบ้านเสียชีวิตจนล้มตายจำนวนมาก วันนี้เราไม่รู้ว่าจะเข้าไปพบปะพูดคุยกับชาวบ้านได้เหมือนวันนี้หรือไม่ เชื่อว่าประชาชนส่วนหนึ่งที่มาร่วมเผาศาลากลางจังหวัดควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เจ้าหน้าที่วันนั้นต้องอดทน อดกลั้น เราเห็นว่าชีวิตสำคัญกว่าวัตถุ เพราะวัตถุสร้างทดแทนได้ แต่ชีวิตสูญเสียแล้วนำกลับคืนมาไม่ได้ คนที่ทำความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย" อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว
ในการพบปะกับประชาชนจะมีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเดินทางไปด้วย ซึ่ง "มงคล" เรียกว่า 4 ทหารเสือ มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การลงพื้นที่ไม่มีรูปแบบเป็นทางการ จะทำเหมือนกันทุกพื้นที่ เวลาลงพื้นที่อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปในลักษณะพบปะพูดคุยจะถามสารทุกข์สุกดิบ ปัญหาภัยแล้ง โรคระบาดในพืช โรคฉี่หนู เวลาไปพบปะก็จะนำสิ่งของที่ชาวบ้านยังขาดอยู่ไปมอบให้ด้วย การเจรจาจะไม่มีการพูดว่ารัฐบาลให้เอาโน่นเอานี่มาให้ซึ่งตนมองว่ามันไม่ใช่
การทำงานของ "กรมการปกครอง" ได้เปรียบ เพราะมีต้นทุนเดิมในเรื่องมีเจ้าหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนมานานอยู่แล้ว แต่เมื่อถามถึงระยะเวลาที่ "รัฐมนตรี" หรือ "บุคคลสำคัญ" ในรัฐบาลจะลงพื้นที่ไปพบปะประชาชน เพื่อตรวจราชการสร้างความเจริญในพื้นที่ "มงคล" ไม่สามารถระบุเวลาได้ เนื่องจากปัญหาแต่ละพื้นที่และการรับรู้เหตุและผลของประชาชนในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำ และไม่น่าจะใช้เวลานานจนรอไม่ไหว
"เวลาไปพบปะกับประชาชนได้มอบนโยบายไปว่าการพูดคุยต้องไม่ไปขยายความขัดแย้ง หรือชี้ถูกชี้ผิด ให้ทำทุกอย่างเป็นธรรมชาติ พลิกแพลงตามสถานการณ์ เพราะคนมีอารมณ์มีความรู้สึกมีการรับรู้ ถ้าผิดแล้วลองใหม่ จะสำเร็จจนได้ ถ้าเราไม่ละความพยายาม ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ต้องมีจิตใจเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวที่จะเข้าไปทำงาน ความเข้มแข็งไม่ใช่ความก้าวร้าว เสียสละอ่อนน้อมถ่อมตน ให้คิดว่าทุกคนที่เราไปพบคือพี่น้อง เพื่อน งานที่ทำจะสำเร็จ" มงคล กล่าว
แต่ถ้า "ผู้ใต้บังคับบัญชา" ลงไปทำงานในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง แต่ละฝ่ายมีความเห็นสุดโต่ง "มงคล" ได้ให้ข้อคิดกับ "ลูกน้อง" ว่า เราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนเสมอภาค
จากการให้สัมภาษณ์ทั้งหมดคงพอมองเห็นแล้วว่า ทำไม "มงคล" จึงถูกเลือกให้ทำหน้าที่ "อธิบดีกรมการปกครอง"
สมถวิล เทพสวัสดิ์



