
"ผมไม่ได้มาทำงานเพื่อทะเลาะกับใคร"ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
"เวลานี้ทุกพรรคการเมืองยังไม่ได้ปรับตัวเองเข้าสู่ทิศทางที่จะทำงานการเมืองที่เป็นปกติ ยังมุ่งไปทิศทางที่จะต่อสู้กันอยู่ ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากัน ผมต้องการเอาตัวออกจากความขัดแย้งของการเมืองจากทุกฝ่าย ผมไม่ต้องการเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง"
การประกาศลาออกจาก "รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย" ของ "ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร" ท่ามกลางการขับเคลื่อนของ "พรรคเพื่อไทย" ที่ถูกจับตามองว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคเป็น "แกนนำ" และขึ้นปราศัยบนเวทีและการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงเหมือนทำงานคู่ขนานระหว่างงานในสภาและนอกสภา "ดร.ปานปรีย์" ในฐานะอดีตรองหัวหน้าพรรคอันดับหนึ่ง ได้เล่าถึงสาเหตุการลาออกจากตำแหน่งไว้อย่างน่าสนใจ
@สาเหตุการประกาศลาออกจากพรรคเพื่อไทยหลังจากก่อนหน้านี้เคยหยุดช่วยงานในพรรคมาแล้วครั้งหนึ่ง
ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคที่ทำให้ไม่อยากทำงานในพรรคไม่มี เพราะไม่ได้สนใจการเมืองมาช่วงหนึ่งแล้ว หลังเกิดความขัดแย้ง แต่เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่น่าจะลดลงกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เคยคาดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้จะเกิดในประเทศไทยได้ ที่เคยเห็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 9 ตุลาคม 2519 และมาเห็นชัดในช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งขณะนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว ในความรู้สึกคิดว่าไม่มีเหตุการณ์ไหนรุนแรงเท่าครั้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ขอพูดว่าใครผิดใครถูก แต่ผลที่เกิดขึ้นมีคนตายจำนวนมาก ศูนย์การค้าถูกเผา ถนนถูกปิด จึงรู้สึกว่าจนถึงขณะนี้ก็ไม่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะลดลงได้อย่างไร และตนเองไม่ได้สนใจงานการเมือง แต่สนใจงานนโยบาย จึงรู้สึกว่าสภาพการเมืองแบบนี้การทำงานไม่น่าจะเป็นประโยชน์ เหตุผลการลาออกครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าเหตุผลปกติ เพราะการเมืองขณะนี้ไม่ใช่การเมืองที่ไม่ปกติ
ผมคิดว่าขณะนี้ไม่สามารถช่วยอะไรใครได้ นโยบายที่เขียนขึ้นมาก็ไม่ได้นำไปใช้ การเลือกตั้งก็ยังไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไร งานที่ควรจะทำในด้านการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการสร้างองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้าไม่มี วันๆ พูดแต่เรื่องปรองดองหรือไม่ปรองดอง ผมเหมือนอยู่นอกวง สิ่งที่ทำคงไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในระยะเวลาอันสั้น จนกว่าจะมั่นใจว่า ใครจะเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งให้หมดไป หลังจากนั้นงานการเมืองปกติจะเข้ามา งานพัฒนาประเทศจะเดินต่อไปได้ แต่ขณะนี้ผมไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะจบและเกิดขึ้นได้ท่ามกลางการเมืองที่รุนแรงที่ขัดแย้งอยู่ในขณะนี้
@หากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติจะกลับมาทำกิจกรรมทางการเมืองอีกหรือไม่
ต้องขอดูในอนาคต งานการเมืองน่าสนใจ และตกกระไดพลอยโจนมาแล้ว มาทางนี้แล้วเรียนรู้ทางนี้มามาก เพราะอยู่ในพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จมาก และถือว่าอยู่ในพรรคที่วันนี้มีปัญหาทางการเมืองมาก เคยอยู่พรรคขนาดกลาง และเคยอยู่พรรคไทยรักไทยซึ่งยิ่งใหญ่มากครั้งหนึ่งและวันนี้ก็ยังใหญ่อยู่ แต่ปัญหาความขัดแย้งมาก ทำให้ทำงานต่อไปไม่ได้ ถามถึงอนาคตอยากให้เหตุความขัดแย้งในขณะนี้จบก่อน เพราะถ้าเข้าไปทำงานก็กลับไปสู่สภาพเดิมอีก ขณะนี้คิดอะไรไม่ออก จึงขอหยุดการทำงานในพรรคการเมืองไว้ก่อน ส่วนข่าวไปตั้งพรรคใหม่ก็เป็นเพียงข่าวลือ
@ ทำไมตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคอันดับหนึ่งไม่เสนอความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยในพรรค
ขณะนี้มีปัจจัยแวดล้อมหลายเรื่อง มีทั้งปัญหาในพรรคมีไม่เท่าไร ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดนอกพรรค ปัญหากับรัฐบาล วิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลดูแล้วเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่ปกติ ถ้าปกติเป็นพรรคการเมืองมาจากการเลือกตั้งภายในกฎหมายปกติ ภายใต้รัฐธรรมนูญปกติ ใครแพ้ชนะก็ว่ากันไป แต่วันนี้มีอะไรที่มองความชัดเจนไม่เห็นมันคืออะไร มองข้างหน้าก็ไม่เห็น เราทำไปก็ไม่ได้นำไปใช้ อยู่เฉยๆ ดีกว่า อาจไม่กลับมาทำงานการเมืองอีกก็ได้ ถ้าปัญหาไม่จบภายใน 1-2 ปี อาจไม่กลับเข้ามาทำงานการเมืองอีก เพราะไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาอำนาจ แต่ต้องการทำงานด้านนโยบายปัญหาท้องถิ่น เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เป็นกันอยู่ซึ่งมีมานานแล้ว แต่ทุกคนอยากเห็นว่าจะทำอย่างไร แต่ก่อนลดความเหลื่อมล้ำ ต้องแก้ก่อนว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ให้มีความขัดแย้งกันต่อไปอย่างไร
@อยู่กับพรรคมานานรู้สึกเสียดายไหม
คนอยู่ทำงานกันต่อได้ ผมไม่ได้ทิ้งใคร ผมไม่เคยบอกว่าจะอยู่กับใครจนวันตาย และผมไม่ได้บอกว่าผมจะไม่ไปจากใคร ถ้าพรรคต้องการอยากให้ช่วยงานในด้านที่เคยทำก็ยินดี
@ ทำไมต้องยื่นหนังสือลาออกนั่งเป็นรองหัวหน้าพรรคเฉยๆ ก็ได้
เพราะไม่รู้ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าตัวเองจะเป็นอันตราย รู้สึกว่าเวลานี้ทุกพรรคการเมืองยังไม่ได้ปรับตัวเองเข้าสู่ทิศทางที่จะทำงานการเมืองที่เป็นปกติ ยังมุ่งไปทิศทางที่จะต่อสู้กันอยู่ ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากัน ผมต้องการเอาตัวออกจากความขัดแย้งของการเมืองจากทุกฝ่าย ผมไม่ต้องการเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เพราะผมไม่ได้ตั้งใจเข้ามาทำงานท่ามกลางความขัดแย้ง เนื่องจากทำงานไม่ได้
@ ที่ผ่านมาทำงานด้านนโยบายไม่ได้อยู่ในจุดของความขัดแย้งจะลาออกทำไม
ผมเป็นผู้บริหาร การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นในพรรคผมต้องรับผิดชอบร่วมกัน
@ไม่เห็นด้วยกับทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคหรือไม่
มีบางเรื่อง มีบางเรื่อง (ย้ำหลายครั้ง) ซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ลาออก คนทำงานก็ต้องเห็นบางอย่างไม่ถูกต้อง ความคิดเห็นของผมในบางเรื่องอาจเป็นความเห็นของคนส่วนน้อย
@มีความเห็นอย่างไรที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยขึ้นเวทีเสื้อแดง
ในหลักการพรรคการเมืองก็ต้องทำงานในกรอบของพรรคการเมือง เมื่อเป็นรัฐบาลก็ต้องทำงานในกรอบหน้าที่ของรัฐบาล มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยให้บ้านเมือง เราเป็นฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ และมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน
@ การขึ้นเวทีเสื้อแดงถือว่าอยู่นอกกรอบหรือไม่
การทำงานในสภามีปัญหาอะไรแก้ไขโดยขบวนการรัฐสภาถือว่าอยู่ในกรอบ เสื้อแดงก็มีสิทธิที่จะไปทำงานฐานะภาคประชาชน ส่วนคนในพรรคจะไปเกี่ยวข้องกับเสื้อแดงก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาจะพึงกระทำได้ แต่เขาไม่มีสิทธิจะมาเอาองค์กรความเป็นพรรคไปเกี่ยวข้อง เพราะเรามีคณะกรรมการบริหาร มี ส.ส. มีการบริหารจัดการภายในภายใต้ข้อบังคับอยู่ ผมมองว่าองค์กรพรรคเพื่อไทย คือ พรรคเพื่อไทย องค์กรเสื้อแดง คือ เสื้อแดง รู้จักกันได้ แต่ความสัมพันธ์กับองค์กรสีแดงจะเป็นเครือข่ายไม่ได้ ควรแยกส่วนกันให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาพรรคกับเสื้อแดงถูกมองว่าเป็นแนวร่วมกัน พรรคจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นแนวร่วมกัน เพราะพรรคไม่ได้มีมติว่าจะให้ ส.ส.ไปดำเนินการอะไรกับเสื้อแดง ส่วนคนบางส่วนในพรรคจะไปร่วมกับเสื้อแดงก็เป็นสิทธิส่วนตัว แต่เวลานี้คนเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยมีส่วนเข้าไปสนับสนุนเสื้อแดง ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะทางพรรคไม่เคยประชุมหารือถึงแนวทางว่าพรรคได้มีความเห็นชอบที่จะเข้าไปสนับสนุนเสื้อแดง ไม่เคยมีการประชุมที่เป็นมติอย่างเป็นทางการว่า เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ของพรรคทำอะไรเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน
@สิ่งที่ปรากฏทำให้คนคิดว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนคนเสื้อแดง
คนคิดกันไปเอง เพราะคนเห็นคนที่อยู่ในเสื้อแดงสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ส.ส.บางคน หรือสมาชิกพรรคไปขึ้นเวทีเสื้อแดงคนจึงเหมาว่าพรรคไปให้ความสนับสนุนคนเสื้อแดง ซึ่งไม่จริงเลย
@ถ้าพรรคไม่เกี่ยวข้องพรรคน่าจะมีมติสั่งห้าม เพื่อให้เกิดความชัดเจน
สิ่งที่พูดหมายถึงตอนปลายแล้ว ควรจะเป็นแนวทางตอนต้น ซึ่งผมไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนว่าจะมีเส้นแบ่งระหว่างเสื้อแดงกับพรรคอย่างไร แต่ยืนยันได้ว่าพรรคไม่เคยมีมติสนับสนุนเสื้อแดงเหมือนที่คนคิด ถ้าจะทำต้องทำในรูปแบบของคณะกรรมการ ถ้าจะสนับสนุนน่าจะเป็นการสนับสนุนส่วนตัวจะบอกว่าเป็นมติพรรคได้อย่างไร ในการทำงานมีเรื่องมากมายเราจะพอใจทุกเรื่องไม่ได้ คนส่วนใหญ่ในพรรคจะเอาอย่างไรโดยมารยาทก็ต้องเอาแบบนั้น
@เมื่อเป็นเสียงส่วนน้อยในพรรคที่ไม่เห็นด้วยจึงต้องแสดงสปิริต
ไม่รู้ ผมคิดว่าผมพูดไปหมดแล้ว ผมไม่ได้หวังมาทำงานการเมืองเพื่อทะเลาะกับใคร ถ้าใครอยากจะทะเลาะกับใครก็เชิญเถอะ ผมไม่เอาด้วย เวลานี้ต้องเลิกทะเลาะกันแล้ว ถึงเวลาต้องถอยลงกันบ้าง ถึงเวลาทำให้บ้านเมืองกลับสู่ปกติ ขณะนี้เหตุการณ์มันไปไกลเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งสองฝ่ายต้องจบ
@ลาออกได้บอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่
ไปแจ้งทำไมในเมื่อไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ผมแจ้งหัวหน้าพรรค (ยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ผมทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่ได้เป็นอะไรในพรรค และไม่เคยสั่งการอะไรผม แม้กระทั่งแนะนำก็ไม่เคย
@ ที่ผ่านมามองว่าพรรคนำการเมืองนอกสภามาเล่นในสภามากเกินไปหรือไม่
ไม่ใช่ มันเป็นภาพรวมทั้งหมด พรรคเพื่อไทยก็อยู่ดีๆ แต่ถูกกระทำจึงต้องต่อสู้ แต่ผมอยู่ในพรรคแล้วไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะไม่ได้อยู่ในสายการเมืองหรือตำแหน่งที่จะไปให้ความเห็นได้ จึงรู้สึกอึดอัด เพราะแค่นั่งอยู่เฉยๆ แม้ว่าจะเข้าประชุม แต่ไม่ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายดูแลเรื่องการเมือง จึงคิดว่าไปอยู่ข้างนอกจะดีกว่า
@แต่ภาพลักษณ์ของ ดร.ปานปรีย์ ต่อสังคมเป็นบวก ทำไมไม่ประสานความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
เขาไม่ได้ใช้ผม จะไปเสนอตัวได้อย่างไร เพราะผมอยู่ฝ่ายเศรษฐกิจ จะให้ไปเสนอตัวยุ่งเรื่องการเมืองได้อย่างไร พูดอย่างนี้ไม่ใช่อยากให้เขาใช้ ไม่ใช้ก็ดีเหมือนกัน (หัวเราะ) เดี๋ยวจะหาว่าผมงอนไม่ใช้ผม จริงๆ แล้วไม่ใช่
@มองอนาคตพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสมาทำงานร่วมกันได้หรือไม่
ปัญหาฝ่ายการเมืองก็ส่วนหนึ่ง ปัญหาของประชาชนเป็นอีกส่วน ไม่ใช่สองขั้วกอดกันแล้วปัญหาจบ การปรองดองไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านกับรัฐบาล ต้องปรองดองคนในชาติ และคนที่จะทำได้ไม่ใช่แค่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือคนที่มีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้ง ต้องนำคนเป็นกลางจริงๆ มาทำ เพราะแค่ปรากฏรายชื่อคนก็มีบางคนคัดค้านแล้ว คนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากมาย นายอานันท์ ปันยารชุน และ นพ.ประเวศ วะสี ถือเป็นผู้ใหญ่สองคนในหกสิบล้านคน มีผู้ใหญ่ต้องเยอะ ตัวบุคคลไม่สำคัญเท่าแนวทาง แนวทางต้องชัดเจน ถึงค่อยหาตัวบุคคลที่เหมาะสมมาทำ จึงคิดว่าแนวทางการปรองดองคนในชาติไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่อยู่เหนือความสามารถที่จะทำ ถ้ามีความตั้งใจจริงที่จะทำ เพราะขณะนี้บ้านเมืองเสียหายแล้ว ทุกคนต้องพร้อมเสียสละ ไม่ใช่พร้อมที่จะอยู่ในอำนาจในตำแหน่งต่อ
ขณะนี้ไม่มีใครสนใจปัญหาคอรัปชั่น สภาจะครบองค์ประชุมหรือไม่ ไม่มีใครสนใจ ทุกอย่างบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว เพราะเป็นการต่อสู้ของฝ่ายมีอำนาจ เพื่อความชนะอย่างเดียวทำให้เกิดสิ่งไม่ดี ทำไปเรื่อยๆ เป็นประเพณีการเมืองสิ่งเลวร้าย แต่เวลานี้ปัญหาใหญ่ที่สุดคือความขัดแย้ง ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ บ้านเมืองจะบอบช้ำ ปล่อยไประยะยาวยิ่งแก้ยาก ทำให้อย่างน้อยที่สุด ไม่ชอบกันแต่ไม่ฆ่ากัน เปลี่ยนจากความเกลียดชัง เป็นความไม่พอใจ เปลี่ยนจากความไม่พอใจ เป็นความไม่รู้สึกอะไรต่อกัน และเปลี่ยนจากความไม่รู้สึกอะไรต่อกัน ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และเริ่มกลับมาชอบกัน เริ่มกลับมาเป็นปกติ ทุกอย่างต้องค่อยๆ เปลี่ยน และคิดว่าปรองดองสมานฉันท์ไม่ใช่ แต่ต้องทำอย่างไรต้องไม่ฆ่ากันก่อน ส่วนเรื่องอื่นก็ทำควบคู่ไปด้วย เช่น ความยุติธรรม ความเสมอภาค สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็มีข้อดี เพราะปัญหาของประชาชนได้ถูกนำเสนอมาให้สังคมเห็น
@เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีคนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ
ฝั่งตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกสาเหตุมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกว่าก็เพราะพวกคุณมาปฏิวัติผม ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เพราะโลกเปลี่ยนไปประเทศไทยเหมือนจะปรับตัวเข้ากับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกได้ดี แต่ไม่ครบทุกองคาพยพ เมื่อคนรับรู้ข่าวสารมากขึ้นจึงมีความต้องการมากขึ้น เมื่อเห็นว่าคนบางส่วนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีมาก ขณะที่คนบางกลุ่มกลับมีชีวิตที่แย่มาก แต่กลไกของรัฐไปไม่ถึง จึงทำให้บ้านเมืองเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
@สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำคืออะไร
พิสูจน์เรื่องง่ายๆ แค่ลดความรุนแรงกับฝ่ายตรงข้ามก็พอ ควรพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่คนเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรม เช่น ข้อกล่าวหาจะล้มสถาบัน ผู้ก่อการร้าย การสั่งระงับธุรกรรม การไล่ล่าคนผิด การหาสาเหตุคนที่เสียชีวิต 88 คน ว่าตายเพราะอะไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบ ถ้ารัฐบาลทำตามนโยบายสมานฉันท์ตั้งแต่ต้น อาจไม่เกิดความรุนแรงถึงขนาดนี้ และรัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุบานปลายมีการเจรจา แต่น่าเสียดายไม่มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ถ้าเจรจากันได้อาจไม่เกิดเหตุรุนแรง แต่ไม่ทราบสาเหตุว่าอะไรที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้



