
รัฐบาล-ศอฉ.แยกเดินเกมปรองดอง
แผนปรองดองแห่งชาติ ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วาดหวังที่จะทำให้คนในชาติเป็นหนึ่งเดียว หลังจากเกิดมรสุมต่อเนื่องมาหลายปี ที่ประชาชนมีความคิดแตกต่างกันที่แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน
ฝ่ายหนึ่ง เอาทักษิณ และอีกฝ่ายไม่เอาทักษิณ ปัญหาที่เรื้อรังมานานหลายปี และแผนปรองดองแห่งชาติที่ผุดขึ้นมาในช่วงที่บ้านเมืองเกิด “มิคสัญญี” จะสมานฉันท์กันได้จริงหรือ?
เพราะความแตกแยกทางความคิดของผู้คนคงไม่สามารถจูนกันได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ “เผาบ้าน-เผาเมือง” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ระหว่างที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ “ทหาร-ตำรวจ” ปฏิบัติการกระชับวงล้อมมวลชนคนเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพื่อหวังให้มวลชนคนเสื้อแดง “สลายการชุมนุม” ยังเกิดคำถามมากมายค้างคาใจให้มวลชนคนเสื้อแดงไม่น้อย
จึงทำให้ ณ เวลานี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” พยายามเร่งทำความจริงให้ปรากฏ เพราะหากชักช้าจะทำให้คำร่ำลือกลายเป็นความเชื่อ และอยู่เหนือความจริง
ก็ต้องอาศัยจังหวะที่ยังมีการประกาศบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) อยู่ เพื่อขจัดคำร่ำลือนั้นด้วยการนำความจริงมาเปิดเผย
ในส่วนของรัฐบาลมีการเชิญผู้บริหารองค์การมหาชน 28 แห่ง เข้ามาร่วมระดมความคิดเห็นในการเสนอแผนทางออกของประเทศไทยร่วมกัน เพราะ 20 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เข้าใจก็ถือว่ามากพอควร
ทั้งหวาดระแวง ต่อต้าน คัดค้าน รวมถึงผู้นำที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนกลุ่มนี้ยังแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะยืนอยู่คนละข้างกับ “รัฐบาล-ศอฉ.”
ข้อมูลด้านความมั่นคงนั้นระบุว่า ผู้ที่ "วางหมากเกม" นี้ยังคงพุ่งเป้าไปที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นับแต่ถูกยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนปัจจุบันก็ยังเชื่อว่า ทักษิณ เกี่ยวพันกับเรื่องที่เกิดขึ้น
แต่ไม่มีทางเลือกอื่นให้แก่รัฐบาล รวมทั้ง ศอฉ.
ขณะที่ ศอฉ.ก็เดินหน้าทำความเข้าใจต่อประชาชนทั้ง “กลุ่มคนเสื้อแดง-กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน” หรือ “กลุ่มคนที่ไม่ฝักฝ่ายใด” โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กำชับให้ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน และ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 จัดชุดมวลชนสัมพันธ์กระจายเข้าไปทำความเข้าใจต่อประชาชนในทุกพื้นที่
โดยเน้นหนักในพื้นที่ “ภาคเหนือ-ภาคอีสาน” ที่ถือว่าเป็นฐานสำคัญของ “ทักษิณ" ผนวกกับการจัดทำแผ่นพับ ซีดี บอกถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันแรกของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จนมาถึงเหตุการณ์ “เผาบ้าน-เผาเมือง” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม รวมถึงการอธิบายผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย
รวมถึงการดูแล “เยียวยา” แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มี พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งแท่นเป็นหัวหอกคนสำคัญในการชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาชน ก็เร่งเพื่อให้สภาพจิตใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก
ส่วนการไขความจริงกับเหตุการณ์จลาจลที่ผ่านมา ถือว่าเป็นงานหนักพอควรที่เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการอิสระ เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงของ “คณิต ณ นคร” เกี่ยวกับ “เบื้องลึก-เบื้องหลัง” เหตุการณ์ชุมนุม
ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงมีการพัฒนาไปจนสู่เหตุการณ์จลาจล “เผาบ้าน-เผาเมือง” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม จนส่งผลทำให้ “ตำรวจ-ทหาร-ประชาชน” เสียชีวิต 88 คน และบาดเจ็บอีกนับพัน
เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้ว่า “คณิต ณ นคร” จะมีความตั้งใจจริงก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการสืบเสาะหาข้อเท็จจริง เพราะครอบครัวที่สูญเสียยังอยู่ในอาการรับไม่ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แม้ว่าที่ผ่านมา “รัฐบาล-ศอฉ.” จะออกมากระทุ้งอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หวังที่จะต้องทำร้ายประชาชน
อย่างไรก็ตาม “คณิต ณ นคร” ประกาศว่า วันที่ 14 มิถุนายนนี้ จะเป็นวันขับเคลื่อนในการสืบหาความจริง
โดยจะตระเวนพบปะทุกกลุ่มที่มีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เริ่มจากลงพื้นที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี เพื่อพบแกนนำ นปช. “วีระ มุสิกพงศ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-ขวัญชัย ไพรพนา” รวมถึง “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่ไม่ได้ถูกกักขังตามแกนนำ นปช.คนอื่นๆ ด้วย
แต่ผลจะออกมาอย่างไรก็คงจะต้องรอลุ้นกัน
เพราะหาก “รัฐบาล-ศอฉ.” ยังชักช้าไม่เร่งรีบขจัดปัดเป่าให้ปัญหาจบสิ้นลงโดยไว มีหวังเหตุการณ์ “เผาบ้าน-เผาเมือง” ที่รอวันปะทุอีกเพราะรู้กันอยู่ว่า เมื่อใต้ดินพร้อมแล้วก็น่าจะผุดโผล่ขึ้นมา คราวนี้คงจะแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นเป็นแน่
ทีมข่าวความมั่นคง



