
นักธุรกิจท่องเที่ยวใครไม่ไหว ก็ควรวางมือ
รัฐบาลชุดนี้โชคดีนะครับ มีโอกาสแสดงฝีมือให้คนไทยเห็นติดๆ กัน สองเดือนก่อนโน้นก็มะรุมมะตุ้มกับการแก้ปัญหาการเมือง มาเดือนนี้ก็ต้องมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีผลกระทบมาจากการเมือง หากทำได้สำเร็จก็ถือว่าสอบผ่านครับ ขณะนี้มีภาคธุรกิจเข้าคิวคอยการช่วยเหลือยาวเหยีย
หากรัฐบาลมีเงิน ปัญหาเหล่านั้นแก้ไม่ยาก แต่เงินในเก๊ะก็ไม่มี จะไปกู้หนี้ยืมสินเขาอีกไม่ง่ายเสียแล้ว หลายรายใช้ของเก่ายังไม่หมด ใครเขาจะให้กู้ใหม่มาอีก ไปๆ มาๆ ก็ต้องหันมากู้เศรษฐีในเมืองไทย ด้วยการให้แบงก์ชาติออกพันธบัตรขายแข่งกับแบงก์เอกชน ผลคือหงายเก๋งสู้แบงก์รัฐที่ออกสลากมีรางวัลล่อ หรือแบงก์เอกชนที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าไม่ได้ ผมจึงว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจคราวนี้เป็นการท้าทายความสามารถของรัฐบาลยังไงครับ แต่เท่าที่ดูแนวโน้มผมว่ารัฐบาลยังพอไปได้นะครับ
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เจ้าเก่า) เสนอ “แผนฟื้นฟูและมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม” รวมทั้งสิ้น 11 เรื่อง เป็นวงเงินถึง 21,500 ล้านบาท แต่ถูกคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ตัดซะเหี้ยน ขนาดงบการทำตลาดท่องเที่ยวในประเทศ 1,600 ล้านบาท ก็ตัดเหลือเพียง 360 ล้านบาทเท่านั้น
ที่ต้องปรบมือให้ ครม.เศรษฐกิจ ก็คือไม่ยอมขยายวงเงินกู้จากรายละไม่เกิน 5 ล้าน เป็น 10 ล้านบาท หรือที่ขอให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินกู้ที่เตรียมไว้ในธนาคาร 5,000 ล้านบาท เป็น 1 หมื่นล้านบาทก็ปิ๋ว เพราะก้อนเดิมในแบงก์ยังเหลืออยู่ หรือแม้แต่การขอให้รัฐบาลลดหย่อนภาษีของผู้ประกอบการ เช่น ยกเว้นภาษีโรงเรือน ที่ดิน ป้าย ภาษีสรรพสามิต และลดหย่อนการส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมก็ไม่ผ่าน เป็นต้น ผมเห็นสัญญาณการ “รัดเข็มขัด” ของรัฐบาลนี้ ตั้งแต่ตัดงบของสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ที่ขอไป 1,400 ล้านบาท เหลือ 700-800 ล้านบาท หลังจากผมตั้งข้อสังเกตผ่านคอลัมน์แล้วล่ะครับ
ผลกระทบคราวนี้ ธุรกิจไหนๆ ก็เดือดร้อนทั้งนั้น...แต่ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวเขาถนัดครับ ผมเห็นตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ จนเสื้อเหลืองบุกสนามบิน จนเลิกปิดก็พิโอดพิครวญว่าไม่ไหวตายแน่ หากรัฐบาลไม่ช่วย ถึงขั้นขู่ว่าจะปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานเหมือนตอนนี้เด๊ะ ผมเคยตั้งคำถามว่าในห้วงธุรกิจ “ขาขึ้น” มีนักท่องเที่ยวแห่เข้ามาจนห้องพักรองรับไม่พอ โต๊ะอาหารมีไม่พอนั่ง นักธุรกิจท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่แตกคอกันไปตั้งสมาคมโน้นสมาคมนี้เยอะยังกะดอกเห็ดจนจำชื่อสมาคมแทบไม่ได้ ทำไมไม่คิดเก็บเงินสมาชิก “ลงขัน” ตั้งเป็น “กองทุน” ไว้ช่วยเหลือกันยามฉุกเฉินบ้าง ก็ไม่มีเสียงตอบมา ผมเห็นยาม “ขาขึ้น” ทุกสมาคมเงียบเป็นเป่าสาก แต่พอถึง “ขาลง” กลับโหยหวนให้รัฐบาลช่วยโน่นช่วยนี่น่าอายจัง
ผมนี่นักเที่ยวตัวยง ขับรถเที่ยวทุกเสาร์-อาทิตย์เหมือนพ่อเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน ไม่สนใจว่าเบนซิน 91 ลิตรละเท่าไหร่ (ฮา) ผมพักมาแล้วทั้งโรงแรมของคนไทยและของต่างชาติไปเองจ่ายเองทั้งค่าที่พักที่กินที่เที่ยวอยากรู้ว่าบริการต่างๆ เป็นอย่างไร เห็นการให้บริการของธุรกิจท่องเที่ยวไทยแล้วบอกตามตรงว่า หลายแห่งน่าจะปล่อยให้เจ๊งไปได้เลย ททท.พยายามกระตุ้นให้คนไทยแวะเวียนไปเที่ยว แทนที่จะทำให้เกิดความประทับใจจะได้ “ไปบอกต่อ” แต่กลับได้ “บาดแผลที่ถูกฟัน” จนต้องเปลี่ยนจาก “บอกต่อ” เป็น “ด่าต่อ"...
อยากรู้ว่าคนไทยเขาด่าไว้อย่างไร ไปเปิดเว็บบล็อกท่องเที่ยวดูเองนะครับ นักธุรกิจท่องเที่ยวไทยพรรค์นี้บริหารธุรกิจเหมือนขอทานถูกหวย คือกลัวเงินหมด (ฮา) เมื่อไม่มีน้ำยาก็น่าจะวางมือ ขายกิจการให้คนที่เก่งกว่าทำเถอะครับ สบายกว่ากันเยอะ!
ภาณุมาศ ทักษณา



