ข่าว

เตรียมรับมือวิกฤติภัยแล้งยาวภาคเกษตรหนักสุดงด"นาปรัง"

เตรียมรับมือวิกฤติภัยแล้งยาวภาคเกษตรหนักสุดงด"นาปรัง"

13 มิ.ย. 2553

มีการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญเอาไว้ล่วงหน้าว่า ต้นปีหน้าสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นขณะนี้จะคล้ายช่วงปี 2535-2536 และ 2537 กล่าวคือ เมื่อเจอปีที่แล้งมาก ปีถัดไปก็จะมีน้ำต้นทุนค่อนข้างต่ำ ทำให้น้ำที่จะใช้ได้สำหรับการเพาะปลูกนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใน

  ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยถึงสถานการณ์น้ำในขณะนี้ว่าเป็นการเกิดภัยแล้งที่มากที่สุดเหมือนเมื่อ 18 ปีที่แล้ว โดยขณะนี้สามารถเก็บกักปริมาณน้ำฝนได้ลดลงเหลือเพียง 7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่เคยมีกว่า 2 แสนล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 34,531 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างทั้งหมด โดยเฉพาะปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาตรน้ำในอ่าง 4,217 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุอ่างทั้งหมด เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาตรน้ำในอ่าง 3,374 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุอ่างทั้งหมด เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาตรน้ำในอ่าง 127 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 17 ของความจุอ่างทั้งหมด และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาตรน้ำในอ่าง 88 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 9 ของความจุอ่างทั้งหมด สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำลดลง

 ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญ 7 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวมกันทั้งสิ้น 74.9 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างทั้งหมด ส่วนในเขตพื้นที่ จ.ระยอง ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญ 4 แห่งรวมกันมีปริมาตรน้ำทั้งสิ้น 321.8 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างทั้งหมด สถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแผนและจัดสรรน้ำไว้อย่างเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมการใช้น้ำ

  ขณะที่ ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า นอกจากภาวะแล้งจะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหา โดยการจัดทำฝนหลวงการแจ้งเตือนและจัดทำมาตรการระบบการปลูกข้าวใหม่ โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาปรัง รวมถึงยังเร่งดำเนินการที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อกักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศในลำน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบอุปสรรคด้านผลกระทบต่างๆ ทำให้การพัฒนาจัดหาแหล่งน้ำไม่สามารถพัฒนาได้เท่าที่ควร

 "ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินโครงการเขื่อนขนาดใหญ่แค่ 3 แห่งคือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนคลองท่าด่าน และเขื่อนแควน้อย ซึ่งล้วนเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนั้นในเร็วๆ นี้กรมชลประทานจะเร่งจัดทำโครงการสร้างเขื่อนเพิ่มอีก 2 แห่ง คือ เขื่อนคลองหลวง จ.ชลบุรี และเขื่อนห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรี คาดว่าจะช่วยบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกได้อย่างสมบูรณ์แบบและครอบคลุมพื้นที่ได้ครบทุกจุด อธิบดีกรมชลประทานกล่าว   

 ด้าน วีระ วงศ์แสนนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเสริมว่า แม้ขณะนี้จะสิ้นสุดฤดูแล้งและเริ่มมีฝนตกลงมาแล้วในบางพื้นที่ แต่ในเขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งคงเหลือปริมาณน้ำที่เก็บกักน้อยและมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนปริมาณต่ำ บางแห่งไม่มีเลย เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่กวง เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนทับเสลา เป็นต้น จำเป็นจะต้องควบคุมการบริหารน้ำอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ

 ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ขณะนี้เหลือปริมาณน้ำที่สามารถใช้การได้รวมกันประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 7 ของความจุที่ระดับเก็บกัก ทำให้กรมชลประทานต้องลดการระบายน้ำจากทั้ง 2 เขื่อน เหลือแค่ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1  พฤษภาคมที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยระบายน้ำ 30-50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยจะระบายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้น้ำเกินแผนที่กำหนดไว้ถึง 2,339 ล้านลูกบาศก์เมตร จำเป็นจะต้องกักเก็บน้ำไว้ใช้ในกรณีเกิดฝนทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดูฝน

 อย่างไรก็ตามในฤดูแล้งที่ผ่านมา กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำเขื่อน               ขนาดใหญ่ที่ประสบภาวะวิกฤติปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย แต่สามารถจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการได้ ซึ่งประกอบด้วย เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง  เขื่อนน้ำอูน เขื่อนทับเสลา เขื่อนสียัด และเขื่อนขุนด่านปราการชล

องคมนตรีแนะปลูกพืชน้ำน้อยลดความเสี่ยง

 องคมนตรีห่วงสถานการณ์ภัยแล้ง เตือนเลี่ยงทำนาปรัง เหตุใช้น้ำมาก ชี้อนาคตอาจต้องซื้อน้ำในการทำนา แนะเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยหวังลดความเสี่ยง

 เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชาออคิด จ.ขอนแก่น อำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กล่าวในการบรรยายแนวทางการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า ตั้งแต่รับราชการมา เท่าที่จำได้ในปี 2535 ประสบปัญหาภัยแล้งหนักเหมือนเช่นกับปีนี้ เพราะปัจจุบันบ้านเราใช้น้ำในการทำนามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะการทำนาปรัง ต้องใช้น้ำมากถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับการปลูกข้าวโพด ทำให้น้ำต้นทุนที่มาจากเขื่อนและปล่อยลงสู่คลองชลประทานน้อยลง และในอนาคตเกษตรกรอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำทำนา เพราะโครงการชลประทานต้องใช้เงินลงทุนที่สูง

 องคมนตรี ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเกษตรกรที่อยู่ในเขตชลประทาน ยังคงใช้น้ำฟรีหรือแบบให้เปล่า เมื่อได้ฟรีก็ใช้น้ำเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างไปจากเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ตามริมแม่น้ำโขงแต่กลับมีต้นทุนในการใช้น้ำ เพราะต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมาสูบน้ำขึ้นมาใช้

 "การปลูกข้าวควรปลูกให้พอกิน อย่าไปปลูกเพื่อค้าขายเพื่อที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องไปประกันราคา และหากปลูกข้าวขาดทุนก็ควรจะหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน อย่ามองเพียงว่าเมื่อมีที่ดินแล้วต้องปลูกข้าว เพราะสภาพพื้นที่ของแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน เช่น จ.อุบลราชธานี เกษตรกรปลูกข้าวได้เฉลี่ย 200 กิโลกรัมกต่อไร่ ขณะที่จังหวัดทางภาคกลางปลูกข้าวได้มากถึง 800 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นควรจะหันไปปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ ต้นกระดาษ ข้าวโพด ถั่ว ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อยและมีอายุสั้น"

 นายอำพล ยังกล่าวด้วยว่า ในปีนี้หน่วยงานภาครัฐออกมาประกาศเตือนให้เลื่อนการปลูกข้าวนาปีออกไปก่อน ส่วนการปลูกข้าวนาปรังก็งดไว้ก่อน ขณะเดียวก็ควรการลดการใช้น้ำในเขตชลประทาน ลดพื้นที่การปลูกแต่ให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่แทน นอกจากนี้เกษตรกรควรทำแหล่งกักเก็บน้ำ หรือที่เรียกว่า แก้มลิงเพื่อใช้ในการเกษตร
       
ทีมข่าวเกษตร