ข่าว

อภิสิทธิ์แจงเป็นเรื่องศอฉ.นิรโทษฯเสื้อแดง

อภิสิทธิ์แจงเป็นเรื่องศอฉ.นิรโทษฯเสื้อแดง

13 มิ.ย. 2553

"สมช.- ดีเอสไอ-กฤษฎีกา" นัดหารือความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมเสื้อแดง ไม่ให้มีความผิดติดตัว พรุ่งนี้ สกลธีย้อนจตุพรเป็นใครถึงรู้เรื่องดีเอสไอได้ดี

 (13 มิ.ย.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มิ.ย. เวลา 13.30 น. สภาความมั่นคงแห่งชาติ ดีเอสไอ และสำนักงานกฤษฎีกา จะประชุมหารือที่ สมช. ถึงความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแนวร่วม นปช.ที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดง เนื่องจากแนวคิดของคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีกับผู้ร่วมชุมนุมที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง

โดยมองว่าผู้กระทำความผิดหลักเป็นเพียงแกนนนำและผู้ให้การสนับสนุน ยุยง จึงไม่ต้องการให้ผู้ร่วมชุมนุมนับหมื่นคนที่เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาต้องมีความผิดติดตัว รวมถึงผู้ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินฯกว่า 200 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่างๆ อย่างไรก็ตาม การหารือร่วมกันระหว่างสมช. ดีเอสไอ และกฤษฎีกา เป็นเพียงการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นถึงข้อดีและข้อเสีย ส่วนอำนาจในการออกกฎหมายเป็นดุลพินิจของศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และฝ่ายบริหาร

 นายธาริต กล่าวอีกว่า หากทุกฝ่ายเห็นชอบให้นิรโทษกรรมกับผู้ร่วมชุมนุมที่ไม่ได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง รูปแบบของการออกกฎหมายอาจเป็นไปได้ใน 2 ลักษณะ หากออกเป็นพระราชกำหนด(พรก.) จะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยรัฐบาลสามารถออกเป็น พรก.เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ และเสนอให้สภาฯเห็นชอบภายหลัง แต่ถ้าต้องการออกเป็นพระราชบัญบัญญัติจะต้องเสนอเข้าเป็นวาระการพิจารณาในสภาฯ

 อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงคดีฆาตกรรม การ์ด นปช.และแนวร่วมระดับจังหวัดว่า เบื้องต้นตำรวจต้องสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าเป็นคดีอาญาปกติจากความขัดแย้งส่วนตัว หรือมีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง หากเป็นคดีอาญาปกติคดีจะไม่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของ ดีเอสไอ เว้นแต่มีหลักฐานเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นการฆ่าตัดตอนซึ่งเกี่ยวพันกับการก่อความไม่สงบ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือรายงานจากชุดสืบสวนใดระบุถึงเหตุเชื่อมโยงกับการชุมนุมทางการเมือง จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเป็นการก่อเหตุฆาตกรรมเพื่อสวมรอยให้ผูกโยงเรื่องเข้ากับเหตุการณ์ทางการเมือง

อภิสิทธิ์แจงเป็นเรื่องศอฉ.นิรโทษฯเสื้อแดง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ศอฉ.ให้การบ้านไป ความจริงโดยนโยบายจะเห็นชัดว่ากรณีที่มาชุมนุมแม้ว่าจะมีความผิดตามพ.ร.ก.บริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ไม่ได้มีการไปดำเนินการใดๆในลักษณะไล่ล่าทางกฎหมาย เช่นปีที่แล้วมีประชาชนมาชุมนุมและมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน การชุมนุมจึงผิดกฎหมาย แต่ใครที่มาชุมนุมโดยสงบและไม่มีอาวุธก็ไม่ได้มีการดำเนินการ ปีนี้ก็เช่นกันเพราะการส่งกลับบ้านและอำนวยความสะดวกนั้น ได้บอกไปชัดแล้วว่าหากไม่ได้มาชุมนุมรุนแรงและไม่มีอาวุธจึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่เราจะเดินหน้าจัดการทางกฎหมาย เมื่อถามว่าเมื่ออะลุ่มอะหล่วยแบบนี้แล้วจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีกหรือไม่ นายกฯกล่าวว่าตนคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องไปดูเทคนิคทางกฎหมายหากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องออกกฎหมาย

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมว่าหากออกกฎหมายแบบนี้จะเกี่ยวพันไปยังผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงด้วย นายกฯกล่าวว่า ไม่อย่างไรก็จะไม่ให้คนที่ก่อเหตุรุนแรงและจะเห็นว่าแนวทางที่เราดำเนินการนั้นถือว่าผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงต่างๆเช่นก่อเหตุวางเพลิง จะรวมเข้ามาเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการทั้งหมด ฉะนั้นเป็นเทคนิคทางกฎหมายที่ต้องไปดู เมื่อถามว่าในความคิดของนายกฯกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องมีหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนมอบให้ผู้ที่สันทัดทางกฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงมาไปดูดีกว่า แต่ต้องไม่ให้สับสนในการปฏิบัติ เราชัดเจนว่าได้แยกแล้วเพราะตนเคยเปรียบเทียบว่า เราแยกคนเผาบ้านกับคนที่อยู่ในบ้าน ที่คิดไม่ตรงกันว่าบ้านหน้าตาเป็นอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายธาริตระบุมีอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมนี้ร่วมมือกับนปช.และขอให้กระทรวงยุติธรรมจัดการ นายกฯกล่าวว่า ทุกคนนั้นหากมีส่วนร่วมกับการกระทำผิดไม่ว่าจะที่ใดก็ต้องมีการดำเนินการ เมื่อวันที่12มิ.ย.ตนได้สอบถามนายพีรพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมในเรื่องนี้แล้วและทราบว่าเรื่องที่นายธาริตดำเนินการนั้นได้รายงานให้ทราบและแก้ไขปัญหาอุปสรรคไปตลอดไม่ได้มีปัญหา

เมื่อถามว่าการทำงานของกรมนี้ ข้าราชการ5เปอร์เซ็นต์ตามที่นายธาริตระบุว่ามีส่วนร่วมกับนปช.และมีความผิดนั้นจะเป็นอุปสรรคการทำงานของกรมนี้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าไม่ ตนเรียนแล้วว่าตนสอบถามนายธาริตหลายครั้งว่ามีปัญหาอุปสรรคใดๆหรือไม่ หากมีก็ขอให้บอกมา รัฐบาลจะได้ไปแก้ไข นายธาริตได้รายงานให้ตนและนายพีรพันธุ์ทราบบ้างก็ไม่มีปัญหาอะไรและนายธาริตมั่นใจว่าทำงานได้

เมื่อถามว่าสิ่งที่นายธาริตระบุนั้นน่าจะหมายถึงพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและอดีตอธิบดีกรมนี้ นายกฯกล่าวว่าเอาเป็นว่าทุกเรื่องที่เป็นอุปสรรคนายธาริตจะรายงานนายพีรพันธุ์ และจะแก้ไขปัญหาให้ จึงไม่มีข้อกังวลใดๆ

สกลธีย้อนจตุพรเป็นใครถึงรู้เรื่องดีเอสไอได้ดี

นายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ระบุว่าพูดเท็จและใส่ร้ายอดีตผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอว่า อยากถามนายจตุพรว่าเป็นใครถึงรู้เรื่องในดีเอสไอได้ดีกว่าตน เพราะตนเคยรับราชการในดีเอสไอมาหลายปี อีกทั้งยังเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายจรัญ ภักดีธนากุล สมัยดำรงตำแหน่งเป็นปลัดยุติธรรมด้วย

ส่วนกรณีที่นายจตุพรกล่าวหาว่าตนพูดเท็จนั้น ประชาชนคงคิดได้เองว่าใครกันแน่ที่พูดเท็จ อย่างไรก็ตาม อยากตั้งข้อสังเกตว่า การออกมาโจมตีตนของนายจตุพรครั้งนี้เพราะตั้งใจเป็นกระบอกเสียงแทนอดีตผู้บริหารดีเอสไอหรือไม่ เนื่องจากไม่กล้าออกมาตอบโต้เองจึงอาศัยนายจตุพรเป็นเครื่องมือใส่ร้ายตน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างนายจตุพรกับแกนนำนปช. ดังนั้นจากนี้ไปตนจะตรวจสอบและติดตามความไม่ชอบมาพากลในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างอดีตผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มนปช. และพรรคเพื่อไทย รวมทั้งจะออกมาเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะด้วย

ยันพ่อรับราชการด้วยความจงรักภักดีตลอด 30 ปี

นายสกลธี กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่นายจตุพรกล่าวก้าวล่วงบิดาของตนโดยระบุว่า การปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นการปฏิวัติที่เลวทรามและเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดในปัจจุบันนั้น ขอยืนยันแทนบิดาตนที่รับราชการด้วยความจงรักภักดีมาตลอด 30 ปีว่า ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยความรับผิดชอบ ทั้งนี้การปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อหยุดการกลืนกินประเทศจากคนเลวทรามบางคน หากนายจตุพรอยากรู้ว่าต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดคือใครก็ขอให้จองตั๋วไปประเทศมอนเตเนโกรแล้วจะรู้ความจริงทั้งหมด