
มาร์คย้ำไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย
นายกรัฐมนตรีย้ำไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย และไม่ไล่ล่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ คุยเยือนเวียดนามครึ่งวันโอกาสดีแจงต่างชาติสถานการณ์ไทยดีขึ้น
วันนี้ (13 มิ.ย.) เวลา 09.00 น. ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 72 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
ช่วงที่ 1
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ สัปดาห์ที่ผ่านมามีงานของรัฐบาลและมีภารกิจของผม และผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายท่านที่อยากจะได้มีการถ่ายทอดพูดคุยเล่าให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบในรายการนี้
ครม.น้อมรับพระราชดำรัสใส่เกล้าฯ ไปปฏิบัติ
เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวันจันทร์นะครับ ผมได้พาคณะรัฐมนตรีที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหลังจากมีการปรับคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการถวายสัตย์ปฏิญาณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัส ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรี ไม่เพียงเฉพาะรัฐมนตรีท่านใหม่ เพราะฉะนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น ผมได้จัดให้ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดพิมพ์กระแสพระราชดำรัสเพื่อเผยแพร่แก่คณะรัฐมนตรีน้อมนำรับใส่เกล้าฯ ไปปฏิบัติ สาระสำคัญนั้นพระองค์ท่านได้รับสั่งว่าให้รัฐมนตรีนั้นปฏิบัตินั้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และทุ่มเททำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นได้รับสั่งว่าจะต้องไม่มีการแย่งแก่ง และเวลาที่มีผู้ใดเข้ามาขัดขวางการทำงานนั้น อย่าใส่ใจคนที่ขัดขวาง แต่ให้ใส่ใจงานที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งกระแสพระราชดำรัสนี้ ผมได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกท่านน้อมนำรับใส่เกล้าฯ เพื่อยึดถือปฏิบัติ เพื่อการทำงานให้งานของรัฐบาลนั้นมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสต่อไป
ชี้แจงเหตุการณ์บ้านเมืองในเวทีเศรษฐกิจโลกที่เวียดนาม
สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่ผมได้พบกับพี่น้องประชาชนในรายการนี้ ผมได้เดินทางไปที่เวียดนาม ไปร่วมประชุมในเวทีเศรษฐกิจโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นการจัดเวทีในส่วนของเอเชียตะวันออก ที่ตัดสินใจเดินทางไปเพียงครึ่งวันเท่านั้นเอง ก็เพราะว่าในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น ผมต้องยกเลิกภารกิจการเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง ขณะเดียวกันชาวโลกและชาวต่างประเทศนั้น ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสดี เพราะว่ามีผู้นำของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีของเวียดนามเอง ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลาว และพม่า ได้ร่วมประชุมด้วย โดยการเดินทางไปนั้นผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทั้งในส่วนที่เป็นการประชุมเอง ทั้งในส่วนที่เป็นการสนทนากันนอกรอบ หลายเรื่องกับบุคคลหลายท่าน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก เริ่มต้นจากการที่ได้เข้าร่วมประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ ซึ่งประเทศไทยเองนั้นถือว่าเป็นประเทศที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับประเทศเพื่อนบ้าน การได้ไปยืนยันถึงความพร้อมและความสำคัญที่ประเทศไทยยังเดินหน้าในเรื่องของการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการภายในประเทศของเรา ทั้งในเรื่องของรถไฟ ทั้งในเรื่องของถนนที่จะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มพูนโอกาสให้กับพี่น้องของเราด้วย พี่น้องในประเทศเพื่อนบ้านด้วยในการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ซึ่งเข้าไปร่วมประชุมในเวทีเศรษฐกิจโลกที่เวียดนามครั้งนี้มากทีเดียว และแผนในการที่จะทำเรื่องนี้ เราก็ได้ย้ำครับว่าเป็นการพัฒนาซึ่งจะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนในเรื่องของทรัพยากรด้วย
ผมได้มีโอกาสพบปะหารือกับเลขาธิการอังค์ถัด ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ นอกเหนือจากการที่จะได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ได้ให้ทั้ง 2 ท่านนั้นได้ช่วยทำความเข้าใจ เพราะว่าในส่วนของเลขาธิการอาเซียนเอง อาเซียนได้มีการออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมได้การสนับสนุนแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันประเทศไทยในการที่จะนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่บ้านเมือง ซึ่งหลังจากนี้ไปทางอาเซียนเองก็ยังให้ความสนใจติดตามกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้นำหลายประเทศครับในช่วงของการสนทนาเป็นการส่วนตัว ก็ได้มีการพูดถึงว่าต้องการที่จะเห็นเสถียรภาพในประเทศไทย เพราะว่าห่วงใยว่าหากบ้านเมืองของเรานั้น ยังคงมีความไม่สงบต่อไปนั้น ก็จะกระทบไม่เพียงแต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ว่าประเทศเพื่อนบ้านและศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนด้วย ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ดร.ศุภชัยก็ดี ดร.สุรินทร์ก็ดี ก็รับที่จะนำเอาสิ่งที่เราได้บอกเล่า และสิ่งที่เรากำลังดำเนินการในเรื่องของแผนปรองดอง ซึ่งผมจะได้พูดถึงต่อไปนั้นไปเผยแพร่ให้กับประชาคมโลกทราบ ก็เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่ง
นอกจากนั้นครับบนเวทีเศรษฐกิจโลก ก็จัดให้ผมได้จัดให้ผมได้มีการสัมภาษณ์หรือสนทนาพิเศษบนเวที และมีนักลงทุนผู้สนใจเข้าร่วมหลายร้อยคน ได้สอบถามถึงเหตุการณ์และสอบถามถึงแผนปรองดอง ซึ่งการตอบสนองนั้นเป็นไปด้วยดี มีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ และมองเห็นถึงศักยภาพของประเทศ ซึ่งผมได้ไปเน้นย้ำถึงความสามารถของคนไทย สังคมไทย และเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านเหตุการณ์ยาก ๆ แต่ว่าสามารถที่จะรักษาความต่อเนื่องในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ดี และความรวดเร็วในการที่เราเริ่มระดมกำลังต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนของสังคมในการเข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ ฟื้นฟูบ้านเมืองประเทศชาติของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งก็มีการรวมตัวผ่านเครือข่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะเครือข่ายทางสังคมในระบบอินเตอร์เน็ตนั้น ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้ชาวต่างชาติให้ความสนใจกับการทำงานและกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อฟื้นฟูประเทศของเรา
นอกจากนั้นครับยังได้ใช้โอกาสนี้พบปะกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ประจำอยู่ในภูมิภาคนี้ ตอบคำถามทุกคำถามที่เขามีความสนใจ และยังมีการเชิญผู้สื่อข่าวซึ่งเข้ามาทำงานกันในส่วนของ Asia News Network ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยในช่วงกลางสัปดาห์ ก็ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยชี้แจงกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าหลังจากที่เราได้มีโอกาสชี้แจงได้ถี่ขึ้น และเหตุการณ์บ้านเมืองนั้นเริ่มสงบ และก็เข้าสู่ความเป็นปกตินั้น ก็จะทำให้ต่างชาตินั้นมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น ความจริงแล้วในเรื่องของการค้าการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่ก็เดินไปได้ตามปกติ แต่ว่าสิ่งสำคัญก็คือเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเร่งรัดฟื้นฟู ซึ่งรัฐบาลก็มีแนวทางที่ค่อนข้างชัดว่าการฟื้นฟูการท่องเที่ยวนั้น เราเริ่มจากการให้แรงจูงใจและมีมาตรการฟื้นฟูในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศก่อน พูดง่าย ๆ ก็คือกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวไทยเพื่อทำให้เห็นความชัดเจนถึงความสงบ และศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว และจากนั้นการดำเนินการในเรื่องการตลาดกับต่างประเทศที่จะชักจูงให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางกลับเข้ามาเป็นสภาวะปกตินั้น ก็จะทำได้ง่ายขึ้น
เพราะฉะนั้นภารกิจครึ่งวันที่ประเทศเวียดนามนั้น ผมถือว่าน่าพอใจ กับการที่ได้มีโอกาสชี้แจงทั้งกับกลุ่มนักลงทุน ทั้งกับกลุ่มนักธุรกิจ ที่ได้เดินทางไปพร้อม ๆ กับสื่อมวลชนต่างประเทศ และแน่นอนที่สุดก็คือการได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำทั้งในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ
จัดพิธีทำบุญ 5 ศาสนาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ประเทศ
สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ความสนใจส่วนใหญ่ก็จะมุ่งมาที่เรื่องของการเริ่มต้นในการขับเคลื่อนแผนปรองดอง ผมขอเรียนครับว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้จัดให้มีพิธีทำบุญ 5 ศาสนาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ประเทศ ถือว่าเป็นการหลอมรวมจิตใจของผู้คนทุกศาสนาในการเริ่มต้นที่เราจะมาฟื้นฟูและช่วยกันทำให้บ้านเมืองของเรานั้นมีความสงบสุข และเดินหน้าในเรื่องของแผนปรองดอง ผมได้ทำจดหมายถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เชิญชวนให้พี่น้องทุกคนนั้นมามีส่วนร่วมในการที่จะทำแผนปรองดองให้ประสบความสำเร็จ เพราะว่าผมมีความเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนเกือบทั้งประเทศเป็นคนที่รักสงบอยู่แล้ว ต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้า เราคงไม่สามารถที่จะปล่อยให้บ้านเมืองของเรานั้น มีแต่ความเกลียดชัง ความแตกแยก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างอนาคตให้กับบ้านเมืองของเรา หรือลูกหลานของเราได้เลย และที่สำคัญครับถ้าเราปล่อยให้มีเหตุการณ์ใด ๆ ที่สร้างความบอบช้ำเพิ่มเติม ก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากไม่ว่าใครก็ตามที่จะเข้ามาเยียวยาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เฉพาะภาพลักษณ์ ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นในเรื่องของกายภาพครับ แต่ว่าจิตใจของคนไทยด้วยกันเอง
จัดทำแผนปรองดองประเทศ
ทีนี้ในแผนปรองดองนั้น แต่ละด้านนั้นก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร ผมอยากจะเรียนย้ำอีกครั้งว่าในแต่ละ ด้านนั้นล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น แต่วันนี้คงต้องอธิบายสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าความเข้าใจผิดในเรื่องของแผนปรองดองก็ยังมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่นจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองด้านเลยครับ ด้านหนึ่งก็บอกว่ามีคนก่อการร้าย มีคนทำความเสียหายให้กับบ้านเมือง รัฐบาลคิดจะไปปรองดองกับผู้ร้าย ผู้ก่อการร้าย หรืออย่างไร อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงบอกว่าในขณะที่รัฐบาลพูดเรื่องแผนปรองดองนั้น ทำไมมีข่าวคราวว่ามีการไปไล่ล่า มีการที่จะไปสร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น
ผมขอถือโอกาสย้ำอีกครั้งนะครับ สิ่งที่เป็นความตั้งใจของรัฐบาล และผมเชื่อว่าเป็นความปรารถนาของคน ส่วนใหญ่ของประเทศก็คือว่าบ้านเมืองเราบอบช้ำมาจากปัญหาความขัดแย้ง ความขัดแย้งมีหลายสาเหตุครับ เพราะฉะนั้นแผนปรองดอง ที่ได้มีการจัดทำขึ้นมา จึงได้ทำในลักษณะที่หยิบเอาประเด็นที่เป็นปมของความขัดแย้ง หรือเป็นประเด็นที่จะสามารถหลอมรวมจิตใจของพี่น้องประชาชนได้ เข้ามาเป็นตัวแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นการหลอมรวมจิตใจเพื่อเทิดทูนสถาบัน ปกป้องสถาบันหลักของชาติ การที่เราจะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งหรือถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในการ เคลื่อนไหวชุมนุมเสมอ การที่เราจะต้องดูแลว่าสื่อสารมวลชนนั้นมีสิทธิเสรีภาพ แต่ว่าใช้สิทธิเสรีภาพนั้นในลักษณะที่สร้างสรรค์ ไม่เข้าไปเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้งเสียเอง หรือสร้างความเกลียดชังเสียเอง การที่เราจะต้องค้นหาความจริง เพื่ออำนวยความยุติธรรมต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการที่เราจะต้องมีการตกลงกันในเรื่องของกติกาทางการเมือง ให้เกิดความเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นี่คือ 5 แผนหลักหรือ 5 จุดหลักที่ได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อจัดทำแผนปรองดอง
เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องการปรองดองกับผู้ก่อการร้าย และมันไม่ใช่เรื่องการฮั้วทางการเมือง แต่เป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมบรรยากาศที่จะทำให้บ้านเมืองของเรากลับสู่ความสมัครสมานสามัคคีและสงบสุขได้ ในทางปฏิบัตินั้นก็หมายความว่าใครก็ตามที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรุนแรง การใช้อาวุธ การก่อการร้าย การจลาจล ทำผิดกฎหมายที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย รัฐบาลก็เดินหน้าในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป โดยเคารพกระบวนการยุติธรรม จะเห็นได้ว่าการดำเนินการนั้น เราก็ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาเพราะว่าความผิดต่าง ๆ มันมีความเชื่อมโยงกันเป็นลักษณะของการเป็นขบวนการ เพราะฉะนั้นเราก็ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษมา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพความรวดเร็ว ขณะเดียวกันครับ กระบวนการยุติธรรมก็จะหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เมื่อจะมีการจับกุมก็ต้องมีการขอหมายจับจากศาล และเมื่อมีการจับกุมหรือจะมีการขังนั้น ก็จะมีการยื่นขอประกันตัว ศาลก็จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะอนุญาตให้มีการประกันตัวหรือไม่ บนเงื่อนไขอะไร กระบวนการยุติธรรมก็จะทำงานไปตามปกติ แต่ว่ารัฐบาลก็จะเร่งรัดในเรื่องคดีความต่าง ๆ เพื่อที่จะให้กระบวนการนี้ ที่เป็นกระบวนการของการก่อการร้ายหรือความรุนแรงไม่สามารถที่จะไปก่อตัวสร้างปัญหาได้อีกในอนาคต
ขณะเดียวกันครับพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ในเรื่องของการเรียกร้องความเป็นธรรม มาชุมนุมโดยสงบ ไม่ได้มีอาวุธ ก็ชัดเจนครับว่าไม่มีนโยบายของรัฐบาลเลยที่จะไปติดตามไล่ล่าบุคคลเหล่านี้ ตรงกันข้ามนะครับในแง่ของกระบวนการการเยียวยา ถ้าหากว่ามีใครสูญเสียได้รับบาดเจ็บหรือกลับไปแล้ว อาจจะยังมีความรู้สึกในทางจิตใจ อาจจะเป็นโกรธแค้นเกลียดชังจากข้อมูลที่ตัวเองได้รับ หรือเริ่มมีปัญหากับคนที่ไม่ได้มาชุมนุม กระบวนการการปรองดองก็จะเข้าไปในการที่จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ สามารถที่จะอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่น ๆ ได้อย่างสงบสุข อย่างสันติสุข เพราะฉะนั้นอยากให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่ากระบวนการไล่ล่าพี่น้องประชาชนคนธรรมดามาร่วมชุมนุมไม่มีแน่นอน แต่ใครที่ก่อการร้าย ใครที่ใช้ความรุนแรงเราก็ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เด็ดขาด อันนี้ก็จะได้ไม่มีความเข้าใจผิด เพราะยังมีการติติงสอบถามกันมาเยอะว่า ทำไมไปปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ทำไมถึงมีการไปไล่ล่า จะเป็นคำถามซึ่งมีการหยิบยกมาตลอดเวลา ผมจึงขอย้ำนะครับว่าพี่น้องประชาชนคงจะต้องใช้วิจารณญาณกลั่นกรอง แยกแยะเวลาได้รับข่าวสารต่าง ๆ เพราะอาจจะมีคนบางกลุ่มซึ่งยังต้องการที่จะสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและทำให้บ้านเมืองนั้นไม่สงบ แต่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของคนส่วนน้อย เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่ถ้าหากว่าเรามีความชัดเจนในการที่จะมาแก้ปัญหาของประเทศ ฟื้นฟูประเทศ ต้องการให้ประเทศเดินหน้า ผมว่าพลังที่สร้างสรรค์พลังที่บริสุทธิ์นี้ ก็จะสามารถทำให้บ้านเมืองเราสามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ได้
สำหรับความคืบหน้าในแต่ละด้าน ในเรื่องของการเข้ามาทำงาน ผมได้ระดมทุกภาคส่วน เดี๋ยวในช่วงที่ 2 ของรายการก็จะมีบางส่วนของการพบปะพูดคุยกับภาคส่วนที่เป็นภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน สถาบันวิชาการต่าง ๆ มหาวิทยาลัย รวมไปถึงภาคส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ได้มีตัวแทนมาปรึกษาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล และจริง ๆ แล้วผมก็ยังมีการประชุมเพิ่มเติมกับองค์การมหาชน ทุกภาคส่วนมีความพร้อมในการทำโครงการของตัวเอง มีความริเริ่มของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นั้น หลายองค์กรนั้นมีโครงการของตัวเองแล้ว และก็จริง ๆ แล้วไม่ได้รอรัฐบาล และไม่ต้องการการสนับสนุนอะไรเพิ่มเติมจากรัฐบาล แต่ว่าพร้อมที่จะขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างนี้เป็นต้น
เรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเราใช้ภายใต้โครงการที่เรียกว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” ขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมาย 3 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าสภาพัฒน์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ และฝ่ายเลขาธิการของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีการจัดสมัชชาอยู่ทุกปี ขณะนี้ได้เข้าไปเชื่อมโยงกับองค์กรภาคประชาชนจำนวนมาก และในวันที่ 17 ที่จะถึงนี้ เขาจะมีการจัดลักษณะของการเป็นสมัชชา และจะยื่นข้อเสนอถึงผมว่าการขับเคลื่อนตรงนี้จะทำอย่างไร เพราะงานนี้จะเป็นงานใหญ่ และเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับหลายต่อหลายประเด็นเหลือเกิน ก็จะต้องมีการระดมบุคลากรเข้ามาหลากหลายพอสมควร มีคนที่มีความยอมรับนับถือในสังคม มีบารมี เข้ามาช่วยเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน และจะต้องมีหน่วยงานที่เป็น พูดง่าย ๆ คือฝ่ายเลขาฯ ของการขับเคลื่อนในส่วนนี้ ซึ่งจะต้องทำงานเกินเลยอายุของรัฐบาลชุดนี้ เพราะฉะนั้นในวันที่ 17 ก็จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้มีการไประดมความคิดเห็นปรึกษาหารือว่าจะเดินหน้าโดยกลไกไหนอย่างไร และมีใครเข้ามาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ซึ่งรัฐบาลนั้นจะให้การสนับสนุนในเรื่องของกลไก ในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ แต่จะไม่เป็นผู้ชี้นำหรือไม่เข้าไปเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในเรื่องของกระบวนการนี้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง และต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ว่าคำว่าเวลานานนั้น ก็ได้ตั้งเป้าเอาไว้คร่าว ๆ ว่าทุกอย่างจะต้องมีการดำเนินการ ก็คือตัวแผนที่มีรายละเอียด กรอบเวลาการปฏิบัติงบประมาณควรจะเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า และก่อนหน้านั้นก็จะมีการจัดทำการสำรวจความคิดเห็น เปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และแผนทั้งหมดตรงไหนปฏิบัติได้ก็เดินหน้าได้เลย หรือมีประเด็นไหนที่สามารถเดินหน้าได้ ก็เดินหน้าได้เลยไม่ต้องรอ 6 เดือน และทั้งหมดนี้ไม่ควรมีกรอบเวลาเกิน 3 ปี ในการที่จะแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ในส่วนของสื่อสารมวลชนครับ ตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่พอสมควร เพราะว่าจะต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง องค์กรวิชาชีพสื่อก็ดี องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อไปก็ดี และฝ่ายวิชาการ ผมก็ยังให้แต่ละฝ่ายได้นำเสนอข้อเสนอต่าง ๆ จะมีการนำมารวบรวม บูรณาการสังเคราะห์กันอีกครั้งหนึ่ง และจะมีความชัดเจนในเรื่องการขับเคลื่อนต่อไป
ตั้งนายคณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดอง
ส่วนการแสวงหาข้อเท็จจริง ขณะนี้ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้คุณคณิต ณ นคร ซึ่งเป็นอดีตอัยการสูงสุด และเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยอมรับในเรื่องของการทำงานเกี่ยวกับการสอบสวน เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมาย มาดำเนินการ โดยให้อิสระท่านในการที่จะไปแต่งตั้งคณะกรรมการภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ แล้วจะได้มีการเดินหน้าทำงานในเรื่องนี้ ผมเรียนนะครับว่าเราเปิดให้ท่านได้ทำงานอย่างเป็นอิสระจริง ๆ และเราก็ติดตามข่าว รัฐบาลเองก็สนับสนุนครับ ที่ท่านเองจะไปพบปะพูดคุยกับแกนนำของผู้ชุมนุม เพื่อให้เกิดความมั่นใจครับว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานอย่างตรงไปตรงมาเป็นกลาง และผมเชื่อครับว่าท่านจะระดมไม่เพียงแต่บุคลากรจากหลาย ๆ ฝ่าย แต่ว่าจะอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการที่จะค้นหาความเป็นจริงเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นต่อไป รัฐบาลก็จะทำหน้าที่ในการสนับสนุนให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการชุดนี้ และก็พร้อมรับข้อสรุปต่าง ๆ เพราะว่าหลักการของรัฐบาลก็ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ว่ารัฐบาลเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้ามีอะไรที่ดำเนินการไปแล้ว ไม่ชอบ ก็จะต้องมีความรับผิดชอบต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่จะดำเนินการไปได้ ต่างประเทศให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากนะครับ ความจริงแม้ว่าเรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบอยู่ก็ตาม แต่คณะกรรมการชุดนี้ทางต่างชาติให้ความสนใจ และผมคิดว่าต่างชาติที่เป็นผู้สื่อข่าวก็ดีหรือผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ดี ก็คงอยากจะมาให้ข้อมูลหรือว่าให้การสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย ซึ่งรัฐบาลไม่มีข้อขัดข้องแต่ประการใด ในการที่จะให้คณะกรรมการชุดนี้เปิดรับฟัง และเปิดให้มีส่วนร่วมของหลาย ๆ ฝ่าย
ส่วนสุดท้ายนะครับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ผมได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีนักวิชาการ 19 ท่าน นำโดยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เข้ามา โดยใช้ข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ หรือข้อสรุปของกรรมาธิการของสภาฯ เป็นจุดเริ่มต้นในการทำงาน เช่นเดียวกันครับ ผมก็เชื่อว่าคณะนี้ก็จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย เพราะว่าโจทย์ที่ให้ไปก็คือว่าที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการของสภาฯ หรือนักการเมืองอาจจะมีความคิดเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนด้วย เพราะอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับว่าการปรองดอง คงไม่ใช่เรื่องของการมาฮั้วกัน หรือมาตกลงกันในส่วนของฝ่ายการเมือง ที่สำคัญก็คือต้องตอบโจทย์ของสังคมและพี่น้องประชาชน ก็หวังว่าพี่น้องจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะครับว่าแผนแต่ละด้านประกอบกันมาเป็นเรื่องของการปฏิรูปอย่างไร เป็นการปรองดองอย่างไร และวัตถุประสงค์นั้นคืออะไร ก็ถือโอกาสนี้เรียนให้พี่น้องประชาชนทราบ และในช่วงที่ 2 ของรายการคงจะมีภาพและเสียงจากการที่ได้มีการพูดคุยสนทนากับหลายภาคส่วน พี่น้องประชาชนก็คงจะมีความชัดเจน และเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นถึงสิ่งที่เรากำลังดำเนินการในการที่จะฟื้นฟูประเทศของเรา
ตรวจสอบข้อเท็จจริงการขยายเส้นทางถนนขึ้นอุทยานเขาใหญ่
ก่อนพักครับอยากจะขอถือโอกาสเรียนอีก 1 เรื่องก็คือปัญหาของถนนที่ออกจากถนนมิตรภาพมุ่งเข้าสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะว่าเป็นข่าวคราวและมีหลายฝ่ายก็ยังไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่ว่าเรื่องมันเกิดอย่างไร และท่าทีของรัฐบาลเป็นอย่างไร ขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า ถนนเส้นนี้นั้นคือถนนที่ออกจากถนนมิตรภาพและมุ่งเข้าสู่อุทยานเขาใหญ่ ถนนธนะรัชต์ ซึ่งมีโครงการของการก่อสร้างที่เป็นปัญหาอยู่ คือจากกิโลเมตรที่ 2 ถึงกิโลเมตรที่ 10 ขอเรียนว่าตัวอุทยานนั้น ตัวด่านจะอยู่ที่กิโลเมตรที่ 23 แล้วก็โดยปกติแล้วนอกเหนือจากพื้นที่ที่มาถึงด่านแล้ว ก็จะมีพื้นที่รอบ ๆ กันชนส่วนหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีโครงการการพัฒนาอยู่แล้ว ปรากฏว่าโครงการนี้จากกิโลเมตรที่ 2 ถึงกิโลเมตรที่ 10 ก็อยู่นอกเขตอุทยาน อยู่นอกเขตกันชน เพราะฉะนั้นก็มีการเดินหน้าโครงการไป แต่เมื่อมีโครงการใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการก่อสร้างทางใหม่ และกรณีที่กำลังเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะก็คือ ขยายทางเดิม ซึ่งอาจจะมีอยู่ 2 ช่องจราจร จะเป็น 4 ช่องจราจร หรือจะมีการปรับปรุงเส้นทาง เนื่องจากว่าเดิมมีการไปปลูกต้นไม้ไว้ข้างทาง ก็เกิดปัญหาขึ้นว่าจะต้องมีการตัดต้นไม้ ซึ่งการตัดต้นไม้จะต้องมีการดำเนินการตามกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมทางหลวง กับกรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ไปจนถึงในส่วนของจังหวัด เพราะว่าบางทีก็มีการมอบอำนาจกัน เมื่อเกิดการตัดต้นไม้ขึ้น ซึ่งก็ทำให้เกิดความรู้สึกในหมู่พี่น้องประชาชนจำนวนมาก ว่าไม่ควรจะต้องไปใช้วิธีของการตัดต้นไม้ เมื่อเรื่องปรากฏต่อผม ต่อคณะรัฐมนตรี ก็มีการระงับการดำเนินการทั้งหมดอยู่ แล้วก็ขณะนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ต้องย้ำตรงนี้เพราะคนบอกว่าตั้งกรรมการกันเฉย ๆ และจะตัดต้นไม้กันต่อไปหรืออย่างไร ขณะนี้การดำเนินการทุกอย่างหยุดลง แล้วเราต้องทำ 2 อย่างครับ อย่างแรกคือว่าเราก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำผิดในเรื่องของการตัดต้นไม้หรือไม่อย่างไร และใครจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมได้ขอให้ทางกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือคุณวิเชียร กีรตินิจกาล ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนี้ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม มีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ท่านอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ประการที่ 2 คือว่าพื้นที่จากกิโลเมตรที่ 2-10 ก็จะต้องมีการทำแผนกันว่าทำโครงการนี้แล้วจะฟื้นฟูระบบนิเวศกันอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ทั้ง 2 กระทรวงจะต้องมีการตกลงกัน แล้วก็ไปดำเนินการในการที่จะจัดทำแผนฟื้นฟูรูปแบบของถนนให้ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันครับเราพบว่าเดิมนั้นโครงการนี้จะมีภาคต่ออีก คือจากกิโลเมตรที่ 10 ถึงกิโลเมตรที่ 16 คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติในการยกเลิกโครงการดังกล่าว จากกิโลเมตรที่ 10 ถึงกิโลเมตรที่ 16 พร้อม ๆ กันนั้นก็ได้ขอให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำอีก 2 เรื่องเพื่อแก้ไขปัญหาในอนาคต 1. คือในพื้นที่ของอุทยานเขาใหญ่เอง ควรจะได้มีการขยายพื้นที่รอบ ๆ อุทยานให้เข้าไปสู่การเป็นพื้นที่ควบคุมตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม อันนี้เดิมไม่ได้กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาในลักษณะนี้ และเราไม่ต้องการให้มีการเกิดปัญหานี้ขึ้น ก็จะได้มีการนำเสนอเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อขยายพื้นที่รอบ ๆ อุทยานให้เป็นพื้นที่ควบคุมทางด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่ากรณีที่จะมีการขยายหรือตัดถนน และไปกระทบกับเรื่องของต้นไม้ ก็ขอให้มีการดำเนินการไปทบทวนในเรื่องของกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ว่าจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้การก่อสร้างหรือการขยายถนนนั้น ๆ ไปกระทบกระเทือนกับระบบนิเวศ
อันนี้ก็ขอเรียนเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลเมื่อรับทราบเรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ไม่ได้เพิกเฉย และได้หยุดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป และก็มีการที่จะดำเนินการออกมาตรการป้องกัน พร้อม ๆ กันนั้นใครที่กระทำความผิด ก็จะต้องมีการดำเนินการสอบสวนมาเพื่อนำมาสู่ความรับผิดชอบต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พักกันสักครู่นะครับ เดี๋ยวมาดูเรื่องของการประชุมภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกระบวนการปรองดอง และการฟื้นฟูประเทศของเราเพื่อปฏิรูปและเดินหน้าประเทศไทยครับ
ช่วงที่ 2
นายกรัฐมนตรี ผมขอขอบคุณผู้แทนทุกภาคส่วนนะครับ ซึ่งวันนี้จะมีท้องถิ่น มีสถาบันการศึกษา มีสื่อสารมวลชนและมีเอกชนภาคธุรกิจ ที่ได้กรุณามาร่วมในการประชุมเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องของแผนปรองดองและการปฏิรูปประเทศไทยนะครับ ผมจะขอใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อที่จะเรียนให้ทราบถึงความก้าวหน้าในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแผนการปฏิรูปประเทศไทยและแผนปรองดองเล็กน้อยนะครับ ก่อนที่จะได้ขอความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและขอความเห็นจากท่านอีกทีหนึ่ง อย่างที่ทุกท่านทราบนะครับว่าแนวความคิดในเรื่องของการจัดทำแผนปรองดอง และการปฏิรูประเทศไทย เกิดขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม
ขณะนั้นผมได้ทำแนวทางในเรื่องของแผนนี้ขึ้นมา ด้วยความหวังว่าจะเป็นทางออกสำหรับการชุมนุม แล้วก็ได้เชิญชวนทุกฝ่ายนะครับ ให้เข้ามาร่วมในแผนนี้และทำงานในเรื่องนี้ เมื่อมีการประกาศแผนออกไปในครั้งแรก ก็ดูจะได้รับการสนองตอบอย่างดีจากประชาชน แทบจะเรียกว่าทุกกลุ่มนะครับ แม้กระทั่งในส่วนของแกนนำผู้ชุมนุมเองในเบื้องต้น ก็บอกว่าปรารถนาที่จะเข้ามาร่วมในกระบวนการปรองดองนี้ แม้ว่าแผนนี้จะไม่ได้รับการตอบรับในลักษณะของการเข้าร่วมด้วยการยุติการชุมนุม จากแกนนำผู้ชุมนุมก็ตาม และแม้ว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายไประดับหนึ่งแล้ว ผมและรัฐบาลก็ยังมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเดินหน้าตามเจตนารมณ์ของแผน ซึ่งสรุปสั้น ๆ มีด้วยกัน 5 ส่วนนะครับ
ส่วนแรกก็คือการรวมใจพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นหนึ่งเดียวในการที่จะปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราอยากจะให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน แล้วก็สามารถที่จะทำให้เราป้องกันและแก้ไขปัญหาทั้งการล่วงละเมิดสถาบัน และการนำเอาเรื่องของสถาบันเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง อันนี้คือส่วนแรก ส่วนที่ 2 ก็คือ ความตั้งใจในการที่จะแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคในสังคม ซึ่งมักจะเป็นเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนที่อยู่ในใจของประชาชนจำนวนมาก และทำให้กลายเป็นเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในก



