ข่าว

 เปิดโลกวันอาทิตย์-แม่ชียอดกังฟู

เปิดโลกวันอาทิตย์-แม่ชียอดกังฟู

13 มิ.ย. 2553

ยามปกติ แม่ชีน้อยนาม “จิกมี วังชุก ลาโม” ดูสุภาพเอียงอาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เธอออกหมัดร่ายรำวิชากังฟู ท่วงท่านุ่มนวลอ่อนโยนก็พลันอันตรธานหายไปสิ้น

     เธอออกหมัดได้อย่างแคล่วคล่องทรงพลัง เท้าที่ว่องไวของเธอสามารถยกได้สูงเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด "เวลาฝึกกังฟู หนูจะนึกถึงภาพว่าหนูกำลังต่อสู้อยู่จริง" แม่ชีวัย 12 ปีรายนี้ กล่าว

        แม่ชีจิกมีสำเร็จวิชากังฟูพื้นฐานขั้น 6 แล้ว และเธอกำลังมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือของเธอต่อไป โดยมีความหวังว่าสักวันหนึ่งจะกลายเป็นยอดฝีมือด้านกังฟูตัวจริงเสียงจริง

            “นั่นคือความฝันสูงสุด” เธอเปิดใจโดยไม่ปิดบังถึงความฝันในอนาคต

            แม่ชีชาวภูฏานรายนี้เล่าให้ฟังว่าเธอมาบวชเป็นชี ณ สำนักชีดรุค อมิตะพา ประเทศเนปาลเมื่อราว 6 เดือนก่อน เพราะสนใจทางธรรมและไม่เคยนึกเสียใจแม้แต่น้อยที่ต้องหันหลังให้กับการเรียนทางโลก

            “พอมาอยู่สำนักชี หนูพูดได้หลายภาษาเลยนะ ทั้งเนปาล ฮินดี ทิเบต และลาดัก” เธอสารภาพอย่างภาคภูมิใจ
  
         ยิ่งไปกว่านั้น สำนักชียังเปิดสอนวิชากังฟูให้แก่แม่ชีน้อยแม่ชีใหญ่ทุกคนอีกด้วยเพื่อสนับสนุนให้แม่ชีมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

            "หลังจากที่หนุ่มๆ รู้ว่าแม่ชีมีวิชากังฟูติดตัว พวกเขาก็ไม่มาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ อีก” แม่ชีเจ็ตซุนมา เตนซิน ปาลโม เผย
 
          แม่ชีจิกมีกล่าวเสริมว่า วิชากังฟูไม่เพียงช่วยให้แม่ชีมีศิลปะป้องกันตัวเท่านั้น หากแต่ยังช่วยส่งเสริมการฝึกปฏิบัติทางศาสนาด้วย “พอร่างกายเราแข็งแรง จิตใจเราก็เข้มแข็ง ยิ่งไปกว่านั้น กังฟูสอนให้รู้จักฝึกสมาธิและเราก็จะสามารถนั่งหลังตรงทำสมาธิได้นานขึ้นหากว่าเราเรียนรู้กังฟู”

            แม่ชีน้อยเล่าให้ฟังว่า แม่ชีทุกคนในสำนักจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อที่จะมาร่วมกันสวดมนต์และทำวัตรเป็นเวลาราวหนึ่งชั่วโมง จากนั้นพวกเธอก็จะลงมาฝึกกังฟูต่ออีก 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะไปทำภารกิจอื่นๆ

            "เราจะมีฝึกกังฟูอีก 1 ชั่วโมงทุกเย็นด้วย” แม่ชีจิกมี กล่าว

            แม่ชีน้อยเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า ครูผู้สอนกังฟูชาวเวียดนามชมว่าตนมีพรสวรรค์ทางด้านกังฟู แต่ยังคงต้องเรียนรู้ต่อไปอีกมากเนื่องจากวิชากังฟูแค่เฉพาะขั้นต้นก็มีถึง 16 ขั้นทีเดียว

            พระครูเกียลวา ดรุคปา ผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้ก่อตั้งสำนักชีดรุค อมิตะพา ตัดสินใจเริ่มเปิดสอนกังฟูให้แก่แม่ชีเมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากเดินทางไปเวียดนามแล้วพบว่าแม่ชีที่นั่นมีการเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวดังกล่าว
 
          “เราได้ยินมาว่าการฝึกกังฟูจะดีต่อแม่ชี แล้วเราก็ไม่ผิดหวังเพราะหลังจากเปิดสอนกังฟู แม่ชีในสำนักล้มป่วยน้อยครั้งลง” ท่านผู้นำทางจิตวิญญาณ กล่าว

           พระครูยืนยันว่าการฝึกกังฟูมิได้ขัดต่อพระธรรมที่สั่งสอนให้ผู้นับถือศาสนาพุทธมีจิตใจเมตตากรุณา

            “เจตนาเป็นตัวกำหนดว่าการกระทำใดดีหรือไม่ดี หากคุณแข็งกร้าวด้วยเจตนาดี คุณก็ยังเป็นพระโพธิสัตว์ได้” ท่านผู้นำทางจิตวิญญาณอธิบาย

            แม่ชีเจ็ตซุนมา เตนซิน ปาลโม กล่าวเสริมว่า ศิลปะการป้องกันตัวจะทำให้ผู้ฝึกรู้ว่าสามารถจะหยุดคู่ต่อสู้ได้อย่างไรด้วยกำลังและการใช้ความรุนแรงน้อยที่สุด

            “หากเรารู้จุดจู่โจม เราสามารถจะปลดอาวุธคู่ต่อสู้ได้โดยที่ไม่ทำให้เขาเจ็บด้วยซ้ำไป” แม่ชีชาวอังกฤษรายนี้ย้ำ
 
          อย่างไรก็ตาม จิกมี แม่ชีน้อยวัย 12 ปี ยอมรับว่า การฝึกฝนกังฟูกลายมาเป็นเป้าหมายหลักในชีวิตของเธอไปเสียแล้ว เพราะเธอยอมรับเองว่าหากเลือกได้ เธออยากแตกฉานในวิชากังฟูมากกว่าในหลักธรรมเสียอีก
  
         การฝึกฝนกังฟูของแม่ชี ณ สำนักดรุค อมิตะพา ดูละม้ายคล้ายคลึงพระในวัดเส้าหลินอยู่ไม่น้อย
 
           แต่หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จะพบว่ากังฟูเส้าหลินมีรากเหง้าดั้งเดิมมาจากแดนชมพูทวีปผ่านการเผยแพร่วิชาของพระสงฆ์ชาวอินเดียที่มีสมญาว่า “โพธิธรรม” และที่ชาวจีนรู้จักกันในชื่อของ "ตั๊กม้อ" เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินผู้โด่งดัง
 
          พระโพธิธรรมเดินทางไปจาริกแสวงบุญในแผ่นดินจีนช่วงศตวรรษที่ 5 แต่กลับไปพบว่าพระสงฆ์ในเส้าหลินมีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงเพราะมัวแต่นั่งจดพระธรรมคำสอนกันหลังขดหลังแข็งเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ตามความเห็นของพระโพธิธรรม พระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวมีสุขภาพทางกายและสุขภาพทางใจไม่ดีพอที่จะนั่งสมาธิด้วยซ้ำไป
 
           ดังนั้นพระโพธิธรรมจึงตัดสินใจสอนท่าโยคะตามแบบชาวอินเดียแก่พระวัดเส้าหลินเพื่อให้ได้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ท่วงท่าดังกล่าวดัดแปลงมาจากท่าทางการเยื้องกรายของสัตว์ 18 ชนิด อาทิ เสือ เสือดาว ลิง งู นกกระเรียน เป็นต้น จนได้รับยกย่องว่าเป็นต้นตำรับมวยเส้าหลินที่เก่งกาจ

            อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอินเดียแย้งว่าพระโพธิธรรมมิได้เป็นต้นตำรับวิชากังฟูเพราะศิลปะการต่อสู้ดังกล่าวมีมาก่อนที่พระโพธิธรรมจะเดินทางเข้ามาในจีนเสียอีก

            ทั้งนี้วัดจีนจำนวนมากมีวัฒนธรรมในการสอนมวยกังฟูแก่พระสงฆ์เนื่องจากเห็นว่าจิตใจที่แจ่มใสต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแรงด้วย
      
     “แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงแนะนำให้คนกินยาในยามเจ็บป่วยเลยเพราะหากร่างกายมิแข็งแรงเสียแล้ว การปฏิบัติธรรมเพื่อฝึกฝนจิตใจก็เป็นไปได้ยาก” พระครูจิกมี เปมา นยินจัดฮ์ ผู้นำศาสนาพุทธนิกายหนึ่งในแดนทิเบต ย้ำ

เรียบเรียงโดย      อุริสรา โกวิทย์ดำรงค์
แหล่งข้อมูล       เอเชีย นิวส์ เน็ตเวิร์ก