ข่าว

 เล่นของสูง

เล่นของสูง

13 มิ.ย. 2553

ในที่สุด กระทรวงการคลังก็ตัดสินใจขยายเวลาเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ซึ่งจริงๆ ต้องสิ้นสุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ออกไปอีก 3 วัน โดยจะเสนอขายไปถึงวันที่ 16 มิถุนายน เพราะยอดขายออกสตาร์ทอย่าง “อืดอาด” และทำท่าว่า พันธบัตร 1 แสนล้านบาท จะขายไม่หมดเ

 อะไรเป็นเหตุให้พันธบัตรรัฐบาลที่คาดกันว่าจะ “ฮอต” แบบขายหมดในวันแรก กลายเป็น “แป้ก” จนต้องขยายเวลาขาย กลายเป็นคำถามสำคัญ

คุณจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) บอกว่า ปัจจัยหลักน่าจะอยู่ที่ “อัตราดอกเบี้ย” ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และผู้คนไม่อยากใช้เวลารอนานถึง 6 ปี

 “เหมือนคนไม่อยากจะลงทุนยาว และมองว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนไม่ต้องการเข้ามาลงทุนระยะยาวในพันธบัตรดังกล่าว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เรื่องของดอกเบี้ยคงต้องใช้เวลา ซึ่งอาจจะไม่ใช่ภายในปีนี้ แต่นั่นก็ทำให้กลายเป็นว่า แม้ว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลจะดี แต่ไม่มีแรงกระตุ้นหรืออารมณ์ที่จะอยากซื้อ ทำให้ความต้องการซื้อหายไปจากตลาดชั่วคราว” ผู้อำนวยการ สบน.กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากการขายพันธบัตรผ่านพ้นไป 3 วัน

 ดิฉันลองนั่งพิจารณาดูแล้ว ต้องบอกว่า เหตุที่การขายพันธบัตรรัฐบาลไม่เป็นไปตามความคาดหมาย มาจากหลายเหตุหลายปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ทำให้บางคนที่ “ง้าง” รอไว้ก่อนหน้านั้น ต้องขยับเอาเงินที่เตรียมไว้ไปพักที่อื่นก่อน พอถึงเวลาเสนอขายจริงๆ เงินที่ถูกพักไว้เกิดติดล็อก หรือบางทีก็ขี้เกียจขยับขยาย ทำให้หลายคนขอแช่ไว้ที่เดิมก่อน

และต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังได้ออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งลอตแรก ซึ่งสามารถกวาดสภาพคล่องไปได้ถึง 8 หมื่นล้านบาท ก็เรียกว่าดูดซับเงินออกไปได้ไม่น้อย ทำให้แรงซื้อของกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีแผ่วลงไปพอสมควร
ขณะเดียวกัน พันธบัตรออมทรัพย์รอบนี้ ยังมีคู่แข่งเข้ามาเบียดถึง 2 ราย นั่นคือ หุ้นกู้ของบริษัท ดั๊บเบิล เอ (1991) ที่เสนอขายหุ้นกู้ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน มูลค่า 5,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 6% และเป็นการจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ซึ่งปรากฏว่า การเปิดจองเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน เพียงวันแรกวันเดียวก็มียอดจองล้นทะลัก ทั้งๆ ที่อันดับเครดิตหรือเรตติ้งของหุ้นกู้ดั๊บเบิล เอ อยู่ที่ BBB ต่ำกว่าเรตติ้งพันธบัตรออมทรัพย์ที่รัฐบาลเป็นประกัน

เช่นเดียวกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา อายุ 10 ปี ที่จ่ายผลตอบแทนเป็นขั้นบันได ในปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยที่ 4.35% ปีที่ 4-6 อัตราดอกเบี้ย 4.75% และปีที่ 6-10 อัตราดอกเบี้ย 5.50% ทำให้อัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยอยู่ที่ 5.48% เมื่อหักภาษีอีก 15% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิของหุ้นกู้ด้อยสิทธิของแบงก์กรุงศรีฯ อยู่ที่ 4.658% แว่วว่า ขายเรียบทั้ง 12,000 ล้านบาทใน 2 วันแรกที่เปิดจอง โดยเรตติ้งหุ้นกู้ด้อยสิทธิแบงก์กรุงศรีฯ อยู่ที่ A+

ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับเงื่อนเวลาที่เลื่อนมาหลายครั้ง หรือการดูดซับสภาพคล่องไปก่อนหน้า รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือด ล้วนทำให้ยอดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งอ่อนปวกเปียกมากกว่าจะเข้มแข็งอย่างที่คาดคิด แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ลงทุนยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่า

ประมาณว่า งานนี้ขอ “เล่นของสูง” รู้ว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอลอง ไว้ก่อน

ลองเอาคำถามนี้ไปถามคุณเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ว่า ทำไมคนถึงกล้าเสี่ยงมากขึ้น ทั้งๆ ที่สภาวะเศรษฐกิจและการเมืองก็ยังไม่น่าไว้วางใจ

คุณเผดิมภพ บอกว่า จริงๆ แล้วหลายคนเชื่อว่า ขณะนี้ทิศทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทำให้มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสขยับเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนไม่ต้องการผูกติดกับการลงทุนระยะยาวต่อไป เพราะเท่ากับเป็นการตรึงผลตอบแทนที่แน่นอนไว้ สวนทางกับการที่อัตราดอกเบี้ยขยับเพิ่มขึ้น

เขายอมรับด้วยว่า หุ้นกู้ของดั๊บเบิล เอ ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะสูงถึง 6% และเป็นการลงทุนสั้นๆ เพียงแค่ 3 ปี แม้หลายคนจะมองว่า อันดับเครดิตจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับพันธบัตรออมทรัพย์ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ลงทุนได้ และเมื่อพิจารณาจากฐานะทางการเงินของบริษัท โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ก็ไม่ได้สูงมากนัก

“แต่หลังจากนี้ การนำเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนคงจะต้องได้ยากขึ้น เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ค่อยๆ ขยับเป็นขาขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนของบริษัทสูงขึ้น ซึ่งจุดนี้ทำให้นักลงทุนให้ความสนใจกับหุ้นกู้ของดั๊บเบิล เอ ด้วย”

อย่างไรก็ตาม คุณเผดิมภพยืนยันว่า สำหรับคนที่มีเงินฝากเหลือๆ อยู่ในธนาคารพาณิชย์สามารถที่จะโยกเงินมาลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ได้ ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ อยู่ที่ 3.54% ก็นับว่ายังน่าสนใจ

ก็เรียกว่า ต้องเลือกระหว่างผลตอบแทนที่สูงขึ้น กับความมั่นคงที่มากขึ้น ซึ่งอันนี้คงไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่มีสภาพคล่องส่วนเกินส่วนตัวเหลืออยู่ ที่สามารถกระจายการลงทุนไปได้ให้ครบถ้วนในหลายแหล่ง สร้างสมดุลได้ทั้งผลตอบแทนที่สูงขึ้น และบาลานซ์ความเสี่ยงได้ด้วย แต่สำหรับคนที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะทรัพย์มีจำกัด ก็ต้องพิจารณาว่า วิถีชีวิตของเราเหมาะกับอะไรแบบไหน

ส่วนเบี้ยน้อยหอยน้อยลงไปอีก ลองไปโน่นค่ะ "TMB ดอกเบี้ยด่วน" แคมเปญเงินฝากประจำของธนาคารทหารไทย ที่จ่ายดอกเบี้ยทันทีหลังฝากเงินได้ 7 วัน อัตราดอกเบี้ย 1.75% ต่อปี เอาไวเข้าว่า!!

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]