
คิดได้หลายอย่างแต่ทำทีละอย่าง
วันก่อน ลูกศิษย์ที่จบหมาดๆ เมลมาบ่นให้ฟังถึงอุปสรรคและความไม่คาดคิดต่างๆ ที่ไหลเข้ามาในชีวิตเฟิร์ส จ็อบเบอร์ (First Jobber) จนแทบตั้งตัวไม่ติด
เด็กผู้ไม่ประสีประสาอย่างเขาก็เกิดอาการช็อกเป็นธรรมดา และกะจะไม่สู้ในตอนแรก เพราะฐานะทางบ้านจัดว่ารวย ไม่เดือดร้อน จะหนีไปเรียนเมืองนอกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
แต่ผมไม่เห็นด้วย ซึ่งโชคดีที่สอดคล้องกับความคิดของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้หาประสบการณ์ก่อน เพราะการจะไปเรียนต่อนั้น ควรจะมีความรู้นอกกะลาไปผสม ลำพังเพียงแต่ภูมิรู้ระดับ “ปริญญาตรี” ไม่น่าพอ
ที่สำคัญ ผมว่าเขายังไม่ “สู้” เลย จะยอม “แพ้” ซะแล้ว มันใช่เรื่องที่ไหน?
กว่าเด็กจะเข้าใจ ก็อธิบายอยู่นาน ส่วนจะปรับตัวได้แค่ไหน ผมว่าต้องให้เวลาเขาสักแป๊บ ตอนนี้ก็ถอยมาอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ พร้อมกำชับว่าอะไรที่คนเป็นครูจะช่วยได้ ก็ให้บอกมา ไม่ต้องเกรงใจ
ผมยังจำได้แม่นในตอนเริ่มงานใหม่ๆ เราเองก็ไม่เอาถ่าน ต้องปรับตัวยกใหญ่ กว่าจะเข้าที่เข้าทาง เกือบไม่ผ่านช่วงทดลองงานด้วยซ้ำ โชคดีที่บอกให้ตัวเอง “อดทน” ก็เลยผ่านมาได้ในที่สุด
มีอยู่เรื่องที่เกือบจะยอมแพ้ ตั้งตัวตั้งหลักตั้งนาน เชื่อว่าเด็กสมัยนี้ ก็คงจะเป็นคล้ายๆ กัน จะเรียกว่าปัญหาคลาสสิก ก็ไม่ผิดนัก
ผมเคยเป็นโรคนี้ครับ “เมื่องานเข้าหลายๆ อย่าง แถมอันนี้ก็ด่วน อันโน้นก็ด่วน ก็ถึงกับเบลอ ทำอะไรไม่ถูก?” เลยทำมันไปทุกอย่างในเวลาเดียวกัน เดี๋ยวหยิบนี่มาทำสักพัก พอนายถามอีกอย่าง ก็วางแล้วรีบไปจัดการตามที่นายถามถึง แต่พอโดนเพื่อนร่วมงานทวงอย่างที่สาม ก็หยุด แล้วไปทำงานนั้นทันที
วนเวียนไปอย่างนี้ วุ่นวายชอบกล สุดท้ายเลยตายหยังเขียด ไม่เสร็จสักกะอย่าง เจอนายดุ เพื่อนร่วมงานตำหนิ หาว่าทำงานเหลวไหล บริหารเวลาขาดตกบกพร่อง ไม่ได้เรื่อง
โชคยังมีที่ได้ครูดีแนะนำ…“งาน” ไม่เหมือนอย่างอื่น ทุกอย่างต้องใช้สมาธิ และความใส่ใจ เมื่อได้มาก็ต้องบริหารโดยดูว่าอันไหน สำคัญกว่าหรือต้องส่งก่อน ก็ให้ลงมือก่อน และควรจะทำให้เสร็จแบบม้วนเดียวจบ ไม่ควรปล่อยครึ่งๆ กลางๆ จะอนุโลมไปทำงานอื่น ก็ต่อเมื่อได้คิดหน้าระวังหลังแล้วว่าจะไม่กระทบกับงานแรก หรือดูความสามารถตัวเองว่าสามารถจัดการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
เพื่อนผมคนหนึ่ง เคยคิดตั้งใจปฏิวัติตัวเอง จะเป็นคนใหม่ ตั้งสัตย์ว่าจะทำเงินให้งอกเงยอย่างนั้นอย่างนี้ ผ่านไปสักระยะ กลับมาบอกผมว่าไม่ได้เรื่อง เจอพิษของการวางแผนไม่ดี
ไถ่ถามถึงได้รู้ว่าปัญหาคล้ายๆ กับเรื่องราวที่ผมยกมา หมอนี่เล่นทำมันไปซะทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ประเมินตัวเอง ขณะที่รายได้ประจำมีไม่มากพอ ก็ดันไปลงทุนคอนโด ซื้อทองเก็บ ฝากประจำกินดอก ซื้อประกันชีวิต เล่นหุ้นสารพัด
สุดท้ายสายป่านไม่ยาว เจอพิษหุ้นขาดทุนไปเยอะ ต้องถอนเงินฝากประจำก่อนเวลา อดได้ดอกก้อนโต คอนโดก็เริ่มขาดๆ หยุดๆ กลัวว่าจะโดนยึดด้วย แต่โชคดีที่ประกันชีวิตไม่หลุด เพราะเป็นความคุ้มครองระยะยาว จึงจัดสรรเงินก้อนนี้ไว้ก่อน
ผมเลยแนะนำ ให้ถอยทัพปรับกระบวนท่าและเริ่มใหม่ จัดความสำคัญให้เป็น ไม่ต้องโลภ ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า เงินฝากน่าจะสำคัญ เพราะฉุกเฉินหมุนเป็นเงินสดมีสภาพคล่อง ประกันชีวิตกับสุขภาพก็ต้องมีไว้ เพราะอายุเยอะ ส่วนลงทุนหุ้น ซื้อทอง หรือคอนโด ให้ดูความชอบ ความจำเป็น วิเคราะห์ความเสี่ยง และที่สำคัญประเมินความสามารถของตัว ไม่ให้ตึงหรือหย่อนเกินไป ถ้ายังไม่พร้อม ก็ไม่ต้อง
ย้ำทิ้งท้ายอีกนิด ผมไม่ได้ห้ามความคิดให้มีหลายอย่างพร้อมกัน แต่สุดท้ายเวลาลงมือ จะดีกว่ามั้ย ที่จะ ทำทีละอย่าง หรืออย่างเก่งไม่เกินสองอย่าง?
ไม่เชื่อ ลองเปรียบเทียบดู แล้วแชร์กันมาก็ได้นะครับ…ผมจะรอ
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



