
แกะรอยนายพลชุดดำ
รัฐบาล-ศอฉ. ยังคงแกะรอยผู้อยู่เบื้องหลัง "ชายชุดดำ" เพราะเหตุการณ์ เผาบ้าน-เผาเมือง ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ไม่มีใครรับรอง หรือรับประกันได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
เพราะตราบใดที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” ยังไม่สามารถดำเนินการกับขั้นเด็ดขาดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นคีย์แมนคนสำคัญเคลื่อนไหวทางการเมือง
โดยเฉพาะชายชุดดำผู้ก่อเหตุเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ผู้ที่ล็อกเป้ายิง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และยิงถล่มหน่วยบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งพยานปากสำคัญเป็นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่เข้าแฝงตัวปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงตั้งแต่เริ่มต้นการชุมนุม จึงสามารถชี้ตัวชายชุดดำ หรือการ์ด นปช.กลุ่มคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง
แม้ว่าการสืบสวนสามารถเชื่อมโยง "นายทหารนอกราชการยศพลโท" ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง เข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนฆ่าเจ้าหน้าที่ทหาร เนื่องจากในการจับกุมและตรวจค้นที่พักของการ์ด นปช.ในระดับสั่งการ
หลักฐานชี้ชัดนี้ได้จาก "ซิมการ์ด" ที่ถูกนำไปตรวจสอบขยายผล และยังพบความเชื่อมโยงของกลุ่มการ์ด นปช.กับนายทหารนอกราชการ และยังมีนายทหารรับราชการทหารระดับนายพลอีก 2-3 คน ที่ร่วมก๊วน
หลายคนมากบดานในพื้นที่ภาคเหนือโดยเข้าไปอยู่ในซุ้มนักการเมืองระดับชาติ รวมถึงนายทหารระดับนายพลที่ดีเอสไอหมายหัวไว้ทั้งหมดแล้วในคดีการก่อการร้าย เพียงแต่ขณะนี้ต้องรอหลักฐานที่มีอยู่ในมือให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเท่านั้น
แต่สถานการณ์บ้านเมืองก็มิอาจที่จะนิ่งนอนใจได้ ในยามนี้เป็นเพียงแค่การ “พักยก” เพื่อรอวันปะทุขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะในห้วง 1-2 เดือนข้างหน้า
นับจากนี้ต้องจับตา "ผู้วางหมาก" หรือเป็นตัวกำหนดเกมในการเคลื่อนไหวเท่านั้น
แม้ว่าขณะนี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ยังคงมีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด 24 จังหวัด
มวลชนคนเสื้อแดงก็ยังไม่เกรงกลัวสักเท่าไหร่ เพราะยังมีการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ โดยเฉพาะการปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงในพื้นที่หลายจังหวัด
โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ถือเป็นฐานกำลังหลักของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ขณะเดียวกันยังมีอีก 2 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือคือ เชียงใหม่ และ เชียงราย ที่ยังไม่น่าไว้วางใจเท่าไร
สั่งจับตาเป็นพิเศษ พื้นที่ใน 4 จังหวัดภาคอีสานคือ อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น และ หนองคาย ที่กลุ่มคนเสื้อแดงยกไพร่พลไปเผาศาลากลางจังหวัด
นอกจากนี้ยังมีอีก 3 จังหวัด คือ นครราชสีมา สุรินทร์ และ มุกดาหาร ที่กลุ่มคนเสื้อแดงมีการเคลื่อนไหวนอกพื้นที่
ถึง รัฐบาล-ศอฉ.จะวาง “กฎเหล็ก” โดยการตัด "ท่อน้ำเลี้ยง" ของนักการเมือง แต่ก็ยังพบการเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้ให้การผู้สนับสนุนหลัก จนทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สั่งระงับการทำธุรกิจทางด้านการเงิน
สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ และเป็นคีย์แมนคนสำคัญอีกคนหนึ่งในการวางแผน “ดาวกระจาย” และ “ตีโอบล้อมเมือง” มาแล้ว
รัฐบาล-ศอฉ.คงยังต้องออกแรงอีกนานในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะการที่จะทำให้ “คนไทย” กลับมารักกันเหมือนเดิม แม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ "อภิสิทธิ์" จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความปรองดองของคนในชาติก็ตาม
แม้ว่า "นายใหญ่" จะพยายามเล่นงานบุคคลที่เป็น “ฝ่ายตรงข้าม” กับตัวเขาทั้งหมด โดยเริ่มจาก ผบ.เหล่าทัพ ที่ถือว่าเป็น “มือไม้” สำคัญในการค้ำจุนบัลลังก์ให้แก่รัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผ่านทางทวิตเตอร์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงถาโถมชนิดแบบ “กินโต๊ะ” ไปตามๆ กัน
โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ พ.ต.ท.ทักษิณแสดงอาการ "แค้นฝังหุ่น" ผ่านทวิตเตอร์ครั้งล่าสุด
และถ้า “รัฐบาล-ศอฉ.” ยิ่งบีบ พ.ต.ท.ทักษิณ มากเท่าไหร่ มีหวังได้เห็นเหตุการณ์ “เผาบ้าน-เผาเมือง” เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน โดย พ.ต.ท.ทักษิณเคยประกาศเอาไว้แล้วว่า “อย่าทำให้สุนัขจนตรอก เพราะถ้ามันจนตรอกมันก็พร้อมที่จะป้องกันตัวเองในทุกรูปแบบ”
แต่ถามว่า “รัฐบาล-ศอฉ.” หลีกเลี่ยงการไล่ล่า ที่อีกฝ่ายเรียกว่า ไล่ให้จนตรอกได้หรือ ในเมื่อบ้านเมืองเสียหายมากขนาดนี้
แม้ว่าจะเสี่ยงต่อการออกมาป่วนเมืองอีกรอบของนายพลชุดดำ รัฐบาลก็ต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว
ทีมข่าวความมั่นคง



