
บินปลอดภัยอีกระดับด้วย"แอชแคม"
ความปลอดภัยนับเป็นประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกคำนึงถึง จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในเครื่องบินโดยสารเพื่อยกระดับความปลอดภัยระหว่างการบินมากขึ้น ยิ่งเมื่อเกิดเหตุภูเขาไฟไอย์ยาฟยัลลาโยกูล (Eyjafjallajokull)
ในไอซ์แลนด์ปะทุเมื่อเดือนเมษายน ทำให้สายการบินไม่สามารถทำการบินได้ ส่งผลเสียต่อธุรกิจของสายการบิน วันละกว่า 200 ล้านดอลลาร์ และการท่องเที่ยวทั่วโลกก็ได้รับ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการพัฒนา "แอชแคม" หรือกล้องอินฟราเรดตรวจจับเถ้าภูเขาไฟที่ลอยอยู่ในห้วงอากาศเพื่อเตือนให้นักบินนำเครื่องบินหลบเถ้าภูเขาไฟที่อาจทำให้เครื่องยนต์เครื่องบินเสียหายได้ทันท่วงที
ระบบแอชแคมหรือที่รู้จักกันในชื่อระบบ ตรวจจับและระบุวัตถุภูเขาไฟในอากาศ (อะวอยด์) เกิดขึ้นจากมันสมองของดร.เฟรด พราตา แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่คิดค้นขึ้นมาเมื่อ 20 ปีที่แล้วในสมัยที่ทำงานให้หน่วยงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลีย ทำงานคล้ายกับเรดาร์ตรวจจับพายุฟ้าคะนอง ในระบบแอชแคมจะติดตั้งเซ็นเซอร์อินฟราเรด 2 ตัวในส่วนหางของเครื่องบินเพื่อตรวจจับวัตถุที่มีความร้อนในระดับแสง "สีแดง" และ "สีน้ำเงิน" ซึ่งมีความร้อนสูงกว่าในห้วงอากาศด้านหน้าในระยะห่าง 60 ไมล์ หรือ 96 กิโลเมตร ก่อนส่งคำเตือนไปยังนักบินเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางต่อไป
เมื่อเกิดเหตุภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ปะทุ ทำให้ธุรกิจสายการบินทั่วโลกสูญเสียรายได้กว่า 1,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 56,100 ล้านบาท เพราะสนามบินในยุโรปเกือบทุกแห่งปิดทำการหลังจากน่านฟ้าถูกเถ้าภูเขาไฟปกคลุมจนมืดมิด ขณะเดียวกันสายการบินก็ไม่กล้าที่จะเสี่ยงทำการบินในสภาพวิสัยทัศน์ย่ำแย่เช่นนั้น ทำให้สายการบินต้องพิจารณาระบบความปลอดภัยเพื่อใช้หลีกเลี่ยงการบินฝ่าเข้าไปในเถ้าภูเขาไฟ ระบบแอชแคมของดร.พราตา จึงถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง
สายการบินแห่งแรกที่ให้ความสำคัญกับระบบดังกล่าวเป็นพิเศษคือ อีซี่เจ็ต สายการบินต้นทุนต่ำของอังกฤษที่ทุ่มเงินกว่า 1 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 46 ล้านบาทติดตั้งและทดลองระบบดังกล่าวที่มีราคาประมาณ 1 หมื่นปอนด์ ผู้บริหารอีซี่เจ็ตระบุว่าจะเริ่มติดตั้งแอชแคมในเครื่องบินของบริษัทตั้งแต่ปลายปีนี้และจะเลิกพึ่งพาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้คำนวณเส้นทางกระจายตัวของเถ้าภูเขาไฟที่ "พึ่งพาไม่ได้" อีกต่อไป เฮ้อ...ฟังแล้วอุ่นใจขึ้นมาอีกเยอะ



