ข่าว

มาร์คชี้แผนปรองดองคนไทยเกิน95%ต้องร่วมมือ

มาร์คชี้แผนปรองดองคนไทยเกิน95%ต้องร่วมมือ

11 มิ.ย. 2553

นายกฯยอมรับภัยความมั่นคงซับซ้อนขึ้น ชี้แผนปรองดองสำเร็จได้ คนไทยเกิน 95% ต้องร่วมมือ

ที่วปอ. เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการปิดการประชุมทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาด้านความ มั่นคงระดับสูง เรื่องความมั่นคงและมั่งคั่งของชาติ : ทิศทางในอนาคต ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศว่า หัวข้อที่มีการประชุมวันนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เป็นหัวข้อที่ สนใจอย่างมากในทิศทางบ้านเมืองและประเทศ โดยเฉพาะเหตุการณ์ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ทุกฝ่ายย้อนมาทบทวนหลายอย่างถึงทิศทางการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ที่มีความจำเป็นที่ผู้บริหารระดับสูงทุกภาคส่วนในสังคมต้องแลกเปลี่ยนเพื่อ มีส่วนร่วมในการกอบกู้ฟื้นฟูหลายสิ่งที่เกิดจากความขัดแย้ง

 นายกฯ กล่าวว่า ตนมองว่าที่สุดแล้วความมั่งคั่งเป็นมิติหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ จึงอยากจะย้ำว่าเมื่อพูดถึงความมั่นคงในอดีตมีการแยกแยะความมั่นคงของชาติใน แบบดั้งเดิม คือการ รักษาเอกราช รักษาดินแดน รักษาอธิปไตย การรักษาสถาบันหลักของชาติ และหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบความมั่นคงโดยเฉพาะ คือทหาร ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และมีการยอมรับว่าความมั่นคงสมัยใหม่ต่างไปจากเดิมที่ปัจจุบันพูดถึง เศรษฐกิจ สังคม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

 “ ดังนั้นวันนี้ที่ผมอยากจะเรียนคือแม้กระทั่งการแยกปัญหาหรือภัย คุกคาม 2 ลักษณะ คือรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ก็คงแยกออก ไม่ได้โดยเด็ดขาด และสภาพปัญหาที่บ้านเมืองเผชิญอยู่ สะท้อนให้เห็นว่าโจทย์หรือสภาพปัญหาที่เจอมีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ไม่สามารถแก้แบบแยกส่วนเหมือนที่เราเคยคิดในหลายครั้งในอดีต ดังนั้นการเดินหน้าประเทศโดยมีการบูรณาการรอบด้านเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ภัยคุกคามความมั่นคงที่เกิดขึ้นได้ ” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ถ้าเราไล่เรียงดูแต่ละมิติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงนั้นไม่เพียงแต่ 2-3 เดือนที่ ผ่านมา แต่ย้อนไปหลายปีปัญหามีส่วนบ่มเพาะและจะปะทุความรุนแรง ล้วนแล้วมีที่มาเกี่ยวพันถึงมิติภัยคุกคามความมั่นคงทุกด้าน เช่น ปัญหาความมั่นคงดั้งเดิมมองว่าเป็นเรื่องในอดีต เช่น ภัยคอมมิวนิสต์ที่เราคิดว่าผ่านพ้นไปโดยนโยบายการเมือง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกที่สิ้นสุดสงครามเย็น และเราอาจจะมองว่าปัญหาความมั่นคงต่อสู้ในเชิงกำลังจะมีเพียงบริเวณชายแดน บางจุดหรือสามจังหวัดภาคใต้ที่มีกองกำลังติดอาวุธ

 “ แต่ว่าประสบการณ์ช่วง 2-3 เดือน ชัดเจนว่าแม้เราถกเถียงกันว่ากลุ่มบุคคลซึ่งมีอาวุธเป็นกองกำลังเป็นใคร แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามีอยู่จริง และคนที่ติดอาวุธใช้กำลัง และมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดความรุนแรงบานปลาย ก็ต้องใช้คำว่าไม่ใช่มือสมัครเล่น มีการจัดตั้ง มีการเตรียมการ มีการจัดการ บ่งบอกว่าแท้จริงแล้วยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นี่ยังไม่นับว่ามีการคาดการณ์วิพากษ์วิจารณ์ว่าส่วนหนึ่งอาจจะไม่ใช่คนไทย ส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าเวลาเรามองมิติความมั่นคงใหม่ เราก็ยังไม่อาจมองข้ามภัยคุกคามรูปแบบเดิม โดยอาศัยเงื่อนไขใหม่และเทคโนโลยีใหม่มาเกี่ยวข้อง ” นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวว่า เราต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง กองทัพ ตำรวจ แต่มีข้อจำกัดอย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของงบฯ ประสบการณ์และความสลับซับซ้อนของข้อกฎหมายในการจัดการกับปัญหา ซึ่งต้องมีการค้นหาคำตอบเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงปฏิรูป ซึ่งจะไปมองว่าไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปคงไม่ได้ ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งที่นำสู่มาภัยรูปแบบใหม่ ต้องวิเคราะห์ลงไปให้ลึก ให้เข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของปัญหา เช่น ในส่วนของเศรษฐกิจมีการพูดมากว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ การขาดโอกาสต่างๆมีส่วนสำคัญที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการลุกลามมาเป็นภัยต่อ ความมั่นคง

 “ มีการ ถามถึงแนวทางที่พึงจะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตรงนี้เราต้องระวังคือปัญหา เกี่ยวกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ตระหนักมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ว่าลำพังการพัฒนาเศรษฐกิจที่วัดโดยอัตราการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่คำตอบของเศรษฐกิจในภาพรวมของประชาชน เมื่อเราใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจมาถึงจุดหนึ่งที่มีเสถียรภาพแต่มีผลข้างเคียง จากการพัฒนา ทั้งการเหลื่อมล้ำ ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ฉะนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเน้นการมีส่วนร่วม การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนมากขึ้น และขณะที่เราปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาลักษณะนี้เราต้องเผชิญกับความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้คนปรับตัวไม่ทันและไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้ จริง จึงมีความพยายามค้นหา

 “ สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำคือเราต้องระวังใน การที่จะสรุปว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสำเร็จหรือล้มเหลว และสิ่งที่อยากจะระวังคือ เราไม่ควรที่จะด่วนสุรปหรือมีความสุดโต่งทางหนึ่งทางใด เราไม่ควรสรุปว่าความมั่งคั่งของชาติ ให้ดูแค่ตัวเลขการเจริญเติบโต หากยังเกิดการเหลื่อมล้ำ แล้วทำลายทุนสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะที่การจะสรุปว่าเศรษฐกิจเสรีที่มีกลไกตลาดเป็นสิ่งที่นำมาความซึ่งล้ม เหลวทั้งหมดก็เป็นข้อสรุปที่ผิดเช่นเดียวกัน เราต้องหาความพอดีที่ทำให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจกระแสหลักของ โลกที่อิงกับกลไกตลาด โดยสร้างภูมิคุ้มกันปรับพัฒนาให้ได้ประโยชน์สูงสุดมากกว่า ” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราโชคดีที่แนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความสมดุล ทำให้เราเห็นสมดุลโดยไม่ถูกกระแสเศรษฐกิจโลกพัดพาไป ที่ต้องย้ำตรงนี้ หลายเรื่องเราได้มาจากการพัฒนาในอดีต ตัวเลขความยากจนที่ลดลง ส่วนใหญ่ก็มาจากเศรษฐกิจเติบโต ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะในเศรษฐกิจไทย แต่ธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นในทุกสังคม ที่ปัจจุบันประสบปัญหาช่องว่างทางสังคม บางครั้งการตีโจทย์ความเหลื่อมล้ำ จะมองเฉพาะตัวเลขและโทษกระบวนการพัฒนาในการเติบโตไม่ได้ ต่อไปนี้มหาเศรษฐีอันดับต้นของโลกจะอายุน้อยลงเรื่อยๆ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยุคนี้โดยโครงสร้างกลายเป็นว่าใครได้รับชัยชนะทางเศรษฐกิจเหมือนกับได้ รางวัล เพราะธุรกิจปัจจุบันอิงกับเรื่องเครือข่ายใครสร้างเครือข่ายได้ ช่วงชิงเป็นผู้นำได้มีความได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ เราฝืนกระแสนี้ยากจริง แต่หัวใจของการสร้างสังคมที่เป็นธรรมด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ หัวใจอยู่ที่ว่าเราต้องเปิดโอกาสให้คนทุกคนสามารถเป็นคนที่ได้รับชัยชนะทาง เศรษฐกิจได้ ใครที่พลาด ใครที่แพ้ เราต้องมีกลไกดูแลให้เขาได้รับการยอมรับและมีที่ยืนทางสังคม ตรงนี้ต่างหากคือโจทย์ที่เราต้องตั้ง ซึ่งมันหมายถึงว่าบางครั้งการแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจวันนี้ อาจจะไม่ได้มุ่งรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจเท่ากับการมีนโยบายทางสังคมที่ดีและ รองรับ นั่นหมายถึงเรื่องการดูแลศักยภาพของคนทุกคน เรียกได้ว่าตั้งแต่ก่อนเกิด เติบโต ดูแลตั้งแต่เด็กเล็ก โอกาสทางการศึกษา โอกาสในการทำงานอย่างเท่าเทียมกัน ใครที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ก็ต้องได้รับหลักประกันในความมั่นคงของชีวิต ตนว่านี่คือหัวใจในการสร้างความมั่นคงให้กับมนุษย์และเป็นพื้นฐานความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสังคมและความมั่นคงของประเทศ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เช่นเดียวกันสมัยหนึ่งเวลาเราคิดถึงปัญหาทางการเมือง ซึ่งนำมาสู่ปัญหาความไม่มั่นคงของประเทศ เราก็สรุปง่ายว่าต้องปฏิรูปการเมือง และเวลาพูดถึงการปฏิรูปการเมืองในอดีต ก็จะคิดถึงเรื่องหลักก็คือเรามาแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย ประเทศไทยก็ผ่านประสบการณ์ด้านนี้มา ผมว่าคงมากเป็นอันดับต้นๆของโลก คือลองมาหมดจริงๆ เอาว่าเรามีสภาสูง เราทำมาหมดแล้ว เลือกตั้งทั้งหมดก็ทำมาแล้ว แต่งตั้งทั้งหมดก็ทำมาแล้ว ผสมผสานระหว่างแต่งตั้งกับเลือกตั้ง ระหว่างสรรหากับเลือกตั้งก็ทำมาหมดแล้ว ถึงวันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าห้องนี้สรุปได้หรือยังว่าสภาสูงของเราควรเลือกตั้ง แต่งตั้ง หรือสรรหา หรือผสมผสาน หรือไม่ควรมีสภาสูง ระบบเลือกตั้งไทยทำมาเกือบครบหมดแล้ว เขตใหญ่ทั้งจังหวัดก็ทำมาแล้ว เขตเล็ก เขตกลางก็ทำมาหมดแล้ว แล้ว เราได้คำตอบหรือยังว่าตกลงว่าการเลือกตั้งที่มันส่งเสริมความมั่นคงของ ประเทศ ส่งเสริมระบบการเมืองที่ดีเป็นอย่างไรอันนี้เป็นแค่ 2 เรื่องไม่รวมเรื่องอื่น สิ่งที่ผมอยากบอกบางทีวันนี้เรื่องปัญหาการเมืองก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหา ด้วยการคิดถึงเรื่องการแก้ไขกติกาทางการเมือง มันอาจจะต้องไปแก้เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองหรือเปล่า ลองตั้งคำถามดูสิครับว่าข้อโต้แย้งหรือความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่อง ปกติของทุกสังคม ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันก็คงได้คำตอบเหมือนกัน แต่เพราะคนคิดไม่เหมือนกัน มันมีความหลากหลาย แต่พื้นฐานอาจจะมีความขัดแย้งอยู่ในตัว ที่ทำให้เรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมันกลายเป็นเรื่องจำเป็น การหาข้อยุติในทางการเมือง ในทางการพัฒนา ลำพังที่บอกว่ากติกาที่เป็นประชาธิปไตยมันไม่พอ ถ้าหากพฤติกรรม วัฒนธรรมทางการเมืองไม่รองรับ ผมว่านี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดของประสบการณ์บ้านเราที่ผ่านการเปลี่ยน แปลงทางการเมืองและกติกาทางการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน วัฒนธรรมที่จะส่งเสริมให้ประชาธิปไตยเดินได้

 “ ผมเคยเอาหลักของความพอเพียงมาจับ เช่น ถ้าวัฒนธรรมในทางการเมืองมันไม่สุดโต่ง ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมันจะไม่กระทบในวงกว้าง ในหลายประเทศระบอบประชาธิปไตยการแข่งขันทางการเมืองมีส่วนเสริมให้ทุกคนวิ่ง เข้าไปสู่ตรงกลาง เพราะต้องการช่วงชิงคนที่มากที่สุดที่อยู่ตรงกลาง แต่บางยุค ในบางที่ และเราต้องตั้งคำถามในสังคมไทยในวันนี้มันจะเกิดปรากฏการณ์ว่าคนวิ่งกลับไป หาขั้วของตัวเอง และเกิดช่องว่างตรงกลาง พอขัดแย้งกันรุนแรงคนที่ตายคนแรกๆคือคนที่อยู่ตรงกลาง เพราะจะถูกทั้ง 2 ฝ่าย ที่รุนแรงโจมตี สภาพการเมืองวันนี้คือทำอย่างไรให้ดึงคนกลับมาหาตรงกลางให้ได้ ซึ่งไม่ง่าย เพราะว่ายุคปัจจุบันสภาวะไม่ยื้อให้คนวิ่งเข้าหาตรงกลาง ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า บางเรื่องเราอาจจะมองข้ามไม่ได้มองว่า มีความสำคัญอะไร แต่ตนจะยกตัวอย่างง่ายๆ พฤติกรรมเรื่องรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อในสภาวะอย่างนั้น สิ่งที่มันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ สื่อมีส่วนหลอมให้คนรับข้อมูลข่าวสารเป็นชุดเดียวกันใกล้เคียงกัน พูดกันรู้เรื่อง มายุคหนึ่งสื่อเปิดเสรีมากขึ้นสามารถเอาคนที่คิดต่างกันมาออกรายการเดียว กัน เป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งอาจจะมีการแตกแยกใช้ถ้อยคำรุนแรง แต่ถ้ากำกับดูแลดีๆ มันก็ส่งเสริมความหลากหลาย แต่ยุคนี้มันไม่ค่อยเป็นอย่างนั้น ถ้าเราเอาสุดโต่ง ใครที่สนับสนุน นปช.ก็เดาได้เลยว่า ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ไม่ชอบฉบับไหน หรือดูสถานีโทรทัศน์ช่องไหน หรือถ้าดูเว็ปไซด์ก็ทายได้ว่าดูหรือไม่ดูเว็ปไหน พฤติกรรมอย่างนี้ทำให้เขาได้รับข้อมูลด้านเดียวโดยตลอด และสำหรับกลุ่มพันธมิตรฯก็เดาได้เหมือนกันว่าชอบไม่ชอบสื่อไหน

 นายกฯ กล่าวต่อว่า ดังนั้นช่องว่างในการนำเสนอข้อมูลชุดเดียวกัน ปัจจุบันมันห่างกันจนไม่สามารถพูดกันรู้เรื่อง ลองเปิดดูเหตุการณ์เดียวกัน เรื่องเดียวกัน การนำเสนอถ้าไม่ดูดีๆ ไม่รู้นะครับว่าเป็นเรื่องเดียวกัน จุดที่จะมาเจอกันมาแลกเปลี่ยนว่าด้วยกันด้วยเหตุด้วยผลหาข้อยุติว่ามันจะ อยู่ตรงไหน นี้คือความยากของสังคมปัจจุบัน ในการที่จะพูดถึงการกลับเข้ามาที่จะหาพื้นที่ตรงกลาง เวลาที่เราทำงานในสถานการณ์แบบนี้ เอาง่ายๆ ช่วงของการชุมนุมเรื่องแผนปรองดองยากที่สุด

 “ วันที่ผมเสนอแผนปรองดองทางโทรทัศน์ โทรศัพท์ผมเกือบพัง ถ้าคนที่พยายามโทรมาและส่งเอสเอ็มเอสมาด่านะครับ ไม่ใช่มาชม ถามว่าจากไหน จากคนที่สนับสนุนผม ทำได้อย่างไร ภาพเดียวกันที่เกิดขึ้นบนเวที นปช. แกนนำ นปช.ขึ้นไปเวทีเพื่อบอกว่า รับแผนปรองดอง ปฏิกิริยาข้างล่างไม่ต่างกัน ความสำเร็จของการปรองดอง มันอยู่ที่ว่า เราจะใจแข็งพอที่จะก้าวพ้นกลุ่มที่คิดเหมือนเราสนับสนุนเรามาโดยตลอดได้หรือ ไม่ ถ้าเราทำไม่ได้ก็ปรองดองไม่ได้ ถ้าการปรองดองไปเรียกร้องกับคนอื่น ไม่เรียกร้องกับตัวเอง มันก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราจะท้าทายกับความมั่นคงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันกลับกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง มันกลับไปในมุมพฤติกรรมในสังคมของตัวเราเองมากกว่า ผมเติบโตมาในรุ่นที่มีความเชื่อในความเหมือนหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ สังคม ปรากฏว่า พอโลกเปลี่ยนแปลงไป สังคมเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ความหลากหลายเกิดขึ้น บางทีเราปรับตัวไม่ทัน และมันก็สะท้อนอยู่ในเรื่องช่องว่างทางการเมือง เราจึงพยายามบังคับให้เป็นอย่างที่เคยเป็น ซึ่งมันไม่ได้ ผมไม่อาจบอกได้ว่า แผนปรองดอง 5 ข้อที่ทำมา จะเป็นคำตอบได้ทั้งหมด แต่เป็นการพยายามก้าวไปจับเอาปมขัดแย้งมาคลี่แล้วมาหาคำตอบร่วมกัน แต่ 5 ข้อก็จะไม่สำเร็จถ้าคนเกือบทั้งหมดของประเทศ ไม่เข้าร่วม คาดหวัง 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ยังไม่พอ ถ้าให้ได้ 95-96 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผมเชื่อมั่นโดยพื้นฐานว่า คน 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องการความสงบสุข แต่อาจจะมีคนบางกลุ่มไม่ต้องการความสงบสุข ก็ต้องยอมรับจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นตอบไม่ได้ หรือรัฐบาลจะได้ทำงานเท่าไร อย่างไร ไม่มีใครตอบได้ แต่ต้องตระหนักร่วมกันว่า สถานการณ์ปัจจุบันท้าทายมากสำหรับประเทศไทยว่าจะก้าวพ้นที่วิกฤตมาต่อเนื่อง 4-5 ปีได้อย่างไร ” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตน ยังมีความหวัง เพราะยังมั่นใจในศักยภาพและพื้นฐานของประเทศไทย มีอะไรดีๆ ที่สะท้อนออกมาเช่น 1. ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย แม้ผ่านเหตุการณ์ยากๆ มา 3-4 ปี ตัวเลขทางเศรษฐกิจมหัศจรรย์มาก 3 เดือนแรกของปี นี้ ขยายตัวเป็นอันดับ 3 ของโลกแพ้แค่ไต้หวันกับสิงคโปร์ ก็บ่งบอกถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 2. หลังวันที่ 19-20 พ.ค.ไม่นานมีกิจกรรมที่ริเริ่มโดยประชาชน ภาคเอกชน หน่วยงานของรัฐ เกิดขึ้นมากกมายและระดมคนมาได้ ฟื้นฟูเมือง ดูแลคนเจ็บ อยากเอื้อมไปหาครอบครัวผู้สูญเสีย ทุนทางสังคมตรงนี้ยังมีเต็มที่ และ 3. ช่วงวิกฤตอาจจะเป็นช่วงกระตุ้นให้คนหนุ่มสาว ได้กลับเข้ามาใส่ใจในเรื่องส่วนรวม หรือจิตอาสามากขึ้น