ข่าว

คณิตเดินหน้าหาความจริงนัดถกวีระ14มิ.ย.

คณิตเดินหน้าหาความจริงนัดถกวีระ14มิ.ย.

11 มิ.ย. 2553

คอป.เดินหน้าค้นหน้าความจริงสร้างความปรองดองในชาติ ทำงานยึดหลักความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน นัดเข้าหารือรือ"วีระ มุสิกพงษ์" 14 มิ.ย. พร้อมพูดคุยรับฟังความเห็นจาก"ทักษิณ"เพราะไม่เคยขัดแย้ง

 ที่โรงแรมสยามซิตี้  วันที่ 11 มิ.ย.นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แถลงข่าวร่วมกับนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายวิทยา สุริยะวงศ์ ผอ.สำนักกิจการยุติธรรม ถึงภารกิจในการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อคืนความสงบให้แก่บ้านเมือง

 นายคณิต กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการอิสระโดยนายกรัฐมนตรีให้อำนาจในการสรรหาคณะกรรมการตามความเหมาะสม พร้อมกับเสนออำนาจหน้าที่และกระบวนการดำเนินการของคณะกรรมการเพื่อให้ได้มาซึ่งการตรวจสอบและค้นหาความจริงของเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่แผนงานและวิธีการปรองดองของบ้านเมือง โดยตนจะพยายามสรรหาคณะกรรมการให้ทันภายในกรอบเวลา 15 วัน ตามที่ครม.กำหนดไว้

 นายคณิต กล่าวอีกว่า การได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานคอป.ครั้งนี้เป็นเรื่องที่ตนค่อนข้างหนักใจ เนื่องจากเป็นสถานการณ์พิเศษและเป็นเรื่องยากที่ต้องดำเนินการท่ามกลางความขัดแย้งและความเห็นต่างอย่างชัดเจนของคนในสังคม มีความสลับซับซ้อนทั้งข้อมูลและตัวบุคคล ซึ่งไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร ย่อมต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ไม่เห็นด้วยและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติในอนาคต แต่สิ่งที่ตนคิดเสมอมาคือหากสามารถทำอะไรให้ประเทศชาติเพื่อเป็นการตอบแทนแผ่นดินเกิดได้ แม้จะต้องมีผลกระทบกับตัวเองและมีแรงกดดันรอบด้านตนก็พร้อมจะทุ่มเทความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตลอดชีวิต เนื่องจากตนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ทั้งนี้เมื่อตนเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งอัยการสูงสุดก็มาทำงานสอนหนังสือเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศนี้ โดยลูกศิษย์ของตนหลายคนประสบความสำเร็จในชีวิต ยกตัวอย่างนายนพดล ปัทมะ ลูกศิษย์รุ่นที่ 2 และนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิบดีการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตนก็ยินดีที่เห็นลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ

 “ที่ผ่านมาเคยได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจสำคัญ 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการตรวจสอบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ครั้งที่สองรับหน้าที่ตรวจสอบเหตุการณ์เสียชีวิตในช่วงสงครามยาเสพติด ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สามซึ่งหนักที่สุดและหวังว่าจะไม่ได้รับหน้าที่ให้ต้องตรวจสอบอะไรอีก เพราะปีนี้อายุ 73 แล้ว คงไม่ต้องเหนื่อยเป็นกรรมการชุดอื่นอีกแล้ว” นายคณิต กล่าว

 นายคณิต กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากชี้แจงเป็นลำดับแรกคือการสรรหาคณะกรรมการซึ่งตนคงไม่สามารถคิดคนเดียวได้ว่าควรมีใครบ้าง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคณะกรรมการต้องมีความอิสระประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดหรือสีใด ที่สำคัญต้องได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่ตนยึดถือมาตลอดชีวิตคือฟางสองเส้น เส้นแรกคือหลักความรู้ ซึ่งตนพอมีอยู่บ้าง และสองคือความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ดังนั้นกระบวนการตรวจสอบจะต้องมีความรอบคอบเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

 วันที่ 14 มิ.ย.นี้ตนจะเดินทางไปพบกับนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. และคณะเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นที่ค่ายนเรศวร ในช่วงบ่าย ซึ่งคาดว่าจะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญที่สังคมคาดหวังและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด การจัดทำแผนงานและวิธีความปรองดองจะไม่มีการชี้ว่าใครถูก ใครผิด เพราะที่ผ่านมาคนไทยสูญเสียโอกาสมากแล้ว จึงจำเป็นต้องหาทางออกและหันหน้าเข้าหากัน โดยอาจต้องมีกระบนการทางวิชาการ ลักษณะเดียวกับที่หลายประเทศใช้ หรือที่เรียกว่า Truth commission มากกว่าการค้นหาข้อเท็จจริง หรือ Fact Fiding ตามปกติ

 นายคณิต กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะพยายามเดินสายไปพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นจากคนทุกสี รวมถึงนักวิชาการ ซึ่งนายประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นใต้บ้านเดียวกัน เรื่องการเดินสายพบปะยังมีคนท้วงติงเตือนว่าตนจะอ้วน และมันจุกอกตายไปก่อน

 เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีการท้วงติงเรื่องความเป็นกลาง นายคณิต กล่าวว่า ตนเป็นกลางมาตลอด สมัยที่เป็นอัยการสูงสุดมีกระแสการเมืองเข้ามาข้องแวะ แต่การทำงานไปตามหลักเกณฑ์ หลายครั้งยอมรับว่าจนปัญญา เพราะอัยการจะต้องไม่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ยกตัวอย่างคดีสปก. 4-01 ซึ่งเกิดขึ้นใกล้ช่วงเลือกตั้ง อัยการต้องทำคดีโดยไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ จึงได้ของให้อัยการรุ่นน้องสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐฯ ซึ่งให้คำแนะนำว่าต้องสั่งคดีหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว แต่การเนิ่นช้าจะกระทบต่อสิทธิของบุคคล นอกจากนี้ภายการเมืองก็เร่งรัด ตนจึงต้องเร่งทำคดีด้วยความบริสุทธิ์ใจทั้งสิ้น เมื่อมีการหยิบยกเรื่องสปก. ขึ้นมาพูดจึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะกลับไปศึกษา เพราะตนมั่นใจว่าทำคดีด้วยความถูกต้องและเป็นกลาง ไม่ใช่ ไม่ใยดีการเมือง แต่พยายามรักษาความห่างอย่างสุดความสามารถและรอดพ้นมาได้จนเกษียณอายุราชการ

 “บางคนเห็นชื่อผมเป็นกรรมการอิสระถึงกับร้องยี้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักผมมาก่อน ไม่เห็นการทำงานของผม” นายคณิต กล่าว

 นายคณิต กล่าวถึง กระบวนการทำงานค้นหาความจริงว่าจะเริ่มจากการพบปะกับบุคคลต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้เดินสายพบปะกับบุคคลบางส่วนแล้ว ทั้งนี้การทำงานของตนจะมีวิชาการอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่นั่งคิดเอาเอง เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาด้วยหลักวิชาจะได้ทางออกที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าคอป. จะประกอบด้วยคณะกรรมการกี่คน และมาจากส่วนใดบ้าง และยอมรับว่ารายชื่อที่เสนอไปนายกรัฐมนตรีอาจไม่เห็นชอบแต่ก็จำเป็นต้องทำ นอกจากนี้จะมอบหมายให้สำนักกิจการยุติธรรมเปิดเว็บไซค์เพื่อรับฟังความเห็นจากบุคคลทั่วไปให้ได้มากที่สุด

 นายคณิต กล่าวอีกว่า ในประเทศไทยกระบวนการยุติธรรมยังไม่มีประสิทธิภาพจึงไม่ต้องหวังว่าจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในภูมิภาคเอเชีย มีเพียงญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้นที่สามรถกำกับนักการเมืองที่ประพฤติมิชอบได้ด้วยกระบวนการยุติธรรม รัฐมนตรีที่พัวพันกับการทุจริตตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะเห็นว่าหากต้องอยู่อย่างไร้เกียรติก็ไม่ควรอยู่ ต่ำสำหรับคนไทยมองเป็นเรื่องตรงกันข้าม

 ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเข้าไปพูดคุยกับคนเสื้อแดงได้อย่างไร ไม่ให้เป็นปัญหา นายคณิต กล่าวว่า คนไทยด้วยกันน่าจะคุยกันได้ ยกตัวอย่างตนกับนายวีระเคยพบและกินข้าวด้วยกันมาก่อน แต่เมื่อนายวีระไปเล่นการเมืองก็ห่างเหินกันไปตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เข้าไปรับฟังความคิดเห็นของนายวีระ เช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยากพูดคุยตนก็พร้อมจะพูดคุยเพราะตนไม่เคยมีความขัดแย้งกับพ.ต.ท.ทักษิณ เคยทำงานที่พรรคไทยรักไทยกับพ.ต.ท.ทักษิณ มา 2 ปี แต่ถ้าใครอยากรู้ว่าลากออกจากพรรคไทยรักไทยเพราะอะไรก็ให้ไปอ่านในหนังสือรู้ทันทักษิณ 4 ทั้งนี้ คอป.พยายามจะดึงทุกส่วนที่เป็นความขัดแย้งเข้มมาเป็นคณะกรรมการ แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นการดึงเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาไม่ใช่เข้ามาเพิ่มปัญหา

 ด้านนายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ตนจะเข้ามารับหน้าที่เป็นฝ่ายเลขา ให้กับนายคณิต แต่ไม่ได้เข้ามาในฐานะปัดกระทรวงยุติธรรม โดยคอป. จะรับฟังความจริงจากทุกฝ่ายซึ่งเป็นเบื้องหลังของความขัดแย้ง เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดอง ซึ่งกรอบการทำงานจะกว้างกว่าการค้นหาความจริงเฉพาะวันที่ 10 เม.ย. 19 พ.ค. เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มุ่งเน้นการลงโทษไม่อาจแก้ไขปัญหาความแตกแยกได้ โดยคระกรรมกรรในลักษณะนี้เกิดขึ้นจำนวนมากในต่างประเทศ กรณีประเทศแอฟฟริกาใต้ ต้องใช้เวลาสอบปากคำเหยื่อ 20,000 ปาก ใช้เวลา 3-4 ปี แต่เชื่อว่าคอป. จะใช้เวลาไม่นานขนาดนั้น