ข่าว

"อภิชาต"ตัวช่วย ปชป.?

"อภิชาต"ตัวช่วย ปชป.?

11 มิ.ย. 2553

"คดียุบพรรคประชาธิปัตย์" ไม่ค่อยราบรื่นเสียแล้ว

 เมื่อ "อัยการสูงสุด" ตีกลับสำนวนคดีเงินบริจาคทีพีไอจำนวน 258 ล้านบาท

 ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มี 7 ข้อ ที่เป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งยังไม่ครบถ้วนทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

 ทั้งประเด็นที่ "กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์" ที่เข้าข่ายมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดมีใครบ้าง เพราะคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547- 2548 ขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์มีกรรมการบริหารประมาณ 40 คน แล้วต่อมายังมีการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคอีกหลายชุด รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันจะมีส่วนด้วยหรือไม่ และกรรมการบริหารคนใดบ้างที่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิด ซึ่งสำนวนที่ส่งมาให้อัยการยังไม่ชัดเจนพอ แต่ตามกฎหมายต้องมีหลักฐานว่า กรรมการบริหารพรรค มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิด จึงจะมีเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องข้อต่อสู้ใน "แง่มุมกฎหมาย" ของพรรคประชาธิปัตย์ที่อ้างว่า ที่ กกต.ส่งความเห็นยุบพรรคประชาธิปัตย์มานั้น ไม่ได้เป็นความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะว่านายอภิชาตมีความเห็นให้ยกคำร้อง จึงต้องถือตามที่นายอภิชาตมีความเห็น

 ดังนั้น อัยการและกกต. จึงต้องตั้ง "คณะทำงานร่วม" ขึ้นมา เพื่อพิจารณาสำนวนรวบรวมพยานหลักฐานกันใหม่

 และพลันที่อัยการตีกลับสำนวน ก็เห็น "อภิชาต สุขัคคานนท์" ประธาน กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ทีออกมาคุยซ้ำ

 "อัยการสูงสุด มีความเห็นตรงกับความเห็นส่วนตัวของผม ที่ได้ลงมติไปว่าหลักฐานยังไม่หนักแน่นเพียงพอต่อการส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมก็แพ้โหวตกลายเป็นเสียงข้างน้อย และในเมื่อกกต.มีมติก็ต้องดำเนินการตามนั้น..และความเห็นผมไม่เคยเปลี่ยนแปลง"

 ซึ่งนั่นเป็น... คดีในส่วนเงินบริจาคทีพีไอจำนวน 258 ล้านบาทเท่านั้น

 ส่วนอีกคดีหนึ่ง คือ "เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท" ที่ กกต.ยื่นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อศาลรัฐธรรมนูญไปแล้วนั้น

 "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานฝ่ายกฎหมายต่อสู้คดีนี้ ได้ต่อสู้ไป 3 ประเด็น

 โดย "ข้อกล่าวหาแรก" ที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ทำป้ายก่อนได้รับการอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจาก กกต.นั้น พรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้ว่า เมื่อกกต.อนุมัติวงเงินให้พรรคใช้ในการทำป้าย พรรคก็เปลี่ยนแปลงเพียงแต่ว่าจากการทำป้ายใหญ่เป็นป้ายเล็ก ซึ่งก็มีการประสานเป็นการภายในกับ กกต.แล้ว และกกต.บอกว่าทำได้ และต่อมากกต.ก็ได้อนุมติให้เปลี่ยนแปลงได้

 "ข้อกล่าวหาที่สอง" ที่ว่าทำป้ายหาเสียงเล็กกว่า 10 ซม.นั้น พรรคประชาธิปัตย์ ต่อสู้ว่า ป้ายที่ทำนั้น มีขนาดไม่เกินที่กฎหมายกำหนด และป้ายหาเสียงแต่ละลอต ก็มีขนาดไม่เท่ากัน

 และประเด็นที่สาม สู้ในข้อกฎหมายว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยที่มีนักวิชาการหลายคน และผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็เห็นว่ากระบวนการสอบสวนเรื่องนี้ มีปัญหา

 เนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 ต่างจากปี 2541 คือ ในกรณีที่นายทะเบียน คือประธานกรรมการการเลือกตั้งมีสถานะสวมหมวก 2 ใบ คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ตำแหน่งหนึ่งคือประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อีกตำแหน่งคือนายทะเบียนพรรคการเมือง

 ซึ่งกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 ระบุว่า ถ้าในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าควรยุบพรรคในกรณีปฏิบัติผิดเงินกองทุนหรือเงินบริจาค นายทะเบียนต้องมีคำวินิจฉัยก่อนว่าเห็นว่าผิด แล้วก็ต้องไปขอความเห็นชอบจาก กกต.

 แต่ถ้านายทะเบียนเห็นว่าไม่ผิด นายทะเบียนไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบ นายทะเบียนยกคำร้องได้เลย

 ซึ่งในเรื่องนี้นายทะเบียน ก็คือ นายอภิชาตก็ชี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ผิด  แต่มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วนายอภิชาตก็ยังลงมติอีกว่า ไม่ผิด แต่ กกต.อีก 4 คน บอกว่าผิด

 ดังนั้นเมื่อ "อภิชาต" มีคำวินิจฉัยว่าไม่ผิด ก็ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปขอความเห็นชอบจาก กกต.ต้องยกคำร้องเลย

 และขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้ให้ กกต.ชี้แจงมาในส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า กระบวนการสอบสวนของ กกต.ในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 อีกทั้งคดีนี้...แว่วมาว่า... อาจมีการรื้อคดีไต่สวนกันใหม่ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งอาจใช้เวลานานเป็นปี

 ที่สำคัญ ทางคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมที่จะขอให้ศาลออกหมายเรียก "อภิชาต" มาเป็นพยานในชั้นศาลเสียด้วย งานนี้ไปๆ มาๆ ดี-ไม่ดี "อภิชาต" ที่สวมหมวกประธาน กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง อาจทำให้ ปชป.รอดจากการถูกยุบพรรคก็เป็นไปได้

ฐานันดร 4