ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง - เลิกลังเล กลัวๆ กล้าๆ เสียที

เรือนชานบ้านเมือง - เลิกลังเล กลัวๆ กล้าๆ เสียที

11 มิ.ย. 2553

การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรี 5 คน ผ่านไปแล้วแบบดุเดือดเลือดพล่าน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ตอกย้ำซ้ำเติมสังคมไทยให้รับรู้ถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากการใช้อำนาจผ่านศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ในการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพื่อกดดันกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สลายการประชุม เป็นผลให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก (โดยไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้) อีกทั้งยังนำไปสู่การจลาจล และเผาอาคารบ้านเรือนในย่านธุรกิจ รวมทั้งความสับสนวุ่นวายยังขยายวงกว้างออกไปต่างจังหวัด

 หลายท่านคงได้เห็นภาพประกอบที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนำมาหักล้าง ประณาม และตอบโต้กัน ทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย ใครเชียร์ฝ่ายไหน ก็ยังคงยึดมั่นถือมั่น เชื่อมั่นกับฝ่ายนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งโกรธแค้น ทั้งรัก ทั้งชัง ที่เกิดขึ้นกับทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เป็นเรื่องของนานาจิตตังอันเกิดจากอารมณ์โดยแท้จริง   

 ผมได้ฟังการอภิปรายครั้งนี้แล้วยิ่งรู้สึกสับสน เพราะตอนแรกคาดหวังว่าอะไรที่มันอึมครึมก็จะชัดเจนขึ้น เอาไปเอามาก็ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลฝ่ายไหน ต่างฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรม อ้างข้อมูลที่ถูกต้อง มีการโชว์คลิปวิดีโอ โชว์รูปภาพเหตุการณ์ แม้แต่รูปภาพพระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังไม่ละเว้นถูกทั้งสองฝ่ายนำมาโชว์เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของอีกฝ่าย 

 แต่ที่แน่ๆ คงไม่มีใครปฏิเสธครับว่า ผลจากการอภิปรายครั้งนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันเปรียบเสมือนการเอาทิงเจอร์มาราดแผลสดให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน เกิดความโกรธ เกลียดชังมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการตอกลิ่มตรงไปกลางรอยแตกแยกของสังคม เป็นการเพิ่มดีกรีความอาฆาตแค้น โดยใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติเป็นเวทีแห่งการด่าทอ หยิบเอาประเด็นร้อนอันเกิดจากวิกฤติทางการเมืองนอกสภามาขยายผลกันในสภา

   บรรดา ส.ส.ที่นั่งกันหน้าสลอนอยู่ในสภา ต่างก็กำลังเล่นเกมการเมืองทั้งในและนอกสภา ไม่มีกฎหรือกติกาใดๆ ผมย้ำนะครับ เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติก็ได้ถูกพวกท่านทำให้ตกต่ำลงเพราะการเล่นการเมืองในลักษณะดังกล่าว    

 ในทางกลับกันหากบรรดา ส.ส.มีวุฒิภาวะเพียงพอที่เห็นแก่ “ประโยชน์สุข” และระลึกอยู่เสมอว่าตนเป็นตัวแทนของประชาชนที่เลือกมาเป็นข้าราชการ (การเมือง) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่ทางจริยธรรมที่จะต้องสร้างความปรองดองปึกแผ่น และสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ แต่พวกท่านไยกลับทำในทิศทางตรงกันข้าม อาศัยเวทีของสภาขยายรอยร้าวสร้างความเกลียดชัง และเพิ่มความอาฆาตแค้นให้แก่กลุ่มมวลชน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมากครับ เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลให้เกิดเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นได้อีกในอนาคต  

 ดังนั้น ผมจึงอยากฝากเตือนสตินายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าท่านมีหน้าที่อย่างเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูทั้งในด้านเศรษฐกิจ, สังคม  และการเมือง อีกทั้งยังจะต้องเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ข้อ ที่ท่านได้ประกาศเอาไว้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ อีกทั้งยังจะต้องนำพาประเทศเข้าสู่ “นิติรัฐ” และ “อารยะรัฐ” เพื่อให้สังคมไทยที่กำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้อยู่ร่วมกันโดยสันติสุข  

 แต่จากมุมมองของผม ดูท่านนายกฯ จะลังเล กลัวๆ กล้าๆ โอกาสทองที่ท่านจะแสดงฝีมือมาถึงแล้ว "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” เสมอครับ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล หากท่านกล้าตัดสินใจเอา “ประโยชน์สุข” ของคนในชาติเป็นที่ตั้ง ผมเชื่อว่า “กลุ่มพลังเงียบ” ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศจะสนับสนุนท่าน ขอให้ท่านลงมือปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังกันเสียทีเถอะครับ ไม่ใช่ “ปากว่าตาขยิบ” ซื้อเวลาและสานประโยชน์พรรคพวกเพื่อนพ้องไปวันๆ เพราะไม่เช่นนั้น สุดท้ายแล้วประเทศชาติอันเป็นที่รักของพวกเราทุกคนก็คงต้องพังพินาศเสียหายกันไปหมดครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์