ข่าว

ดวงใจในดวงตา

ดวงใจในดวงตา

11 มิ.ย. 2553

ผมเป็นแฟนรายการ “ตีสิบ” ของคุณวิทวัส สุนทรวิเนตร์ ทางช่อง 3 ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็เป็นรายการบันเทิงทางโทรทัศน์เพียงไม่กี่รายการที่ผมดูเป็นประจำ แม้จะเป็นรายการที่ “หลุด”มากที่สุด แต่บางครั้งเสน่ห์ของรายการก็อยู่ที่ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละครับ

ทั้งนี้ ก็ต้องบอกด้วยว่าผมมักจะดูแค่ช่วง “ดันดารา” ที่เป็นการแข่งขันการแสดงความสามารถทางร้องเพลง แต่ในช่วงสนทนานั้นบางครั้งก็ดูได้ไม่ตลอด โดยเฉพาะการสนทนาเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเชื่อส่วนบุคคล

 อย่างไรก็ตาม ผมกำลังจะพูดถึงรายการ “ตีสิบ” เมื่อคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา

 ซึ่งในช่วง “ดันดารา” ได้เป็นการแข่งขันร้องเพลงของผู้พิการทางสายตาทั้งหญิงและชาย ซึ่งผู้แข่งขันแต่ละคนมีความสามารถอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะผู้ชนะเลิศที่เป็นหญิงสาวที่พิการทางสายตามาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งร้องเพลงทั้งไทยและสากลชนิดที่ทำให้ผู้ฟังน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งไปกับเสียงและลีลาการร้องของเธอ และผมเห็นด้วยกับที่ “ครูอ้วน” มณีนุช เสมรสุต กล่าวว่า หญิงสาวคนนั้นนอกจากจะรู้จักการหาความสุขให้แก่ตัวเองด้วยเสียงเพลงแล้ว เพลงของเธอก็ยังทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย

 เมื่อ 2-3 ปีก่อน ตอนที่อยู่ชิลี ผมมีความประทับใจในละครเวทีเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้แสดงทั้งหมดเป็นผู้พิการทางสายตา ตัวละครแต่ละตัวสามารถเล่นตามบทของตนและเล่นกับตัวละครอื่นๆ ได้อย่างน่าประหลาดใจ และทำให้ผู้ชมติดตามบทบาทและเรื่องราวจนลืมที่จะนึกถึงความพิการของผู้แสดง ซึ่งผมได้ทราบภายหลังว่าผู้กำกับการแสดงและทีมงานซึ่งเป็นอาสาสมัครสงเคราะห์คนพิการ ต้องทุ่มเทอย่างมากในการฝึกคนพิการทางสายตาซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมาก่อน ให้เล่นละครเวทีเฉกเช่นมืออาชีพ

 กับคนพิการทางสายตาในเมืองไทยเรานั้น ผมมีความข้องใจมานานแล้วว่า รัฐมีความคิดอย่างไรถึงได้จัดโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่พวกเขา และผลประโยชน์ดังกล่าวตกแก่ผู้พิการโดยตรงหรือต้องผ่านยี่ปั๊วซาปั๊วอีกทอดหนึ่ง จำนวนผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐมีมากน้อยเพียงไร และรัฐสามารถให้ความสงเคราะห์ด้านอาชีพและปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นรวมทั้งส่งเสริมความสามารถพิเศษที่พวกเขามีอยู่ โดยไม่ต้องให้พวกเขามาขายสลากกินแบ่งจะได้หรือไม่ หรือหากสำนักงานสลากกินแบ่งฯ อยากจะช่วยเหลือคนพิการทางสายตาจริงๆ ก็อาจบริจาคเงินตั้งเป็นกองทุนแก่คนพิการดังกล่าว ก็น่าจะเป็นหนทางในการบรรเทาปัญหาได้ดีกว่า

 ปัญหาอย่างหนึ่งของการช่วยเหลือผู้พิการ ก็คือผู้ที่ช่วยเหลือมักจะมองข้ามส่วนอื่นที่ไม่พิการของผู้พิการไป อย่างผู้พิการทางสายตาส่วนใหญ่ก็ยังคงมีอวัยวะและประสาทสัมผัสอื่นๆ อยู่ครบถ้วน

 ซึ่งสามารถจะพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นได้ และการช่วยเหลือด้วยการสร้างความรู้สึกสงสารหรือความเวทนานั้น เป็นการทำลายคุณค่าของความเป็นมนุษย์และความภาคภูมิใจในตนเองของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ

 ผมอยากเห็นรัฐบาลให้ความใส่ใจกับคนพิการในบ้านเราอย่างจริงจัง หาทางส่งเสริมสมรรถนะและความรู้ความสามารถของพวกเขา ให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างเต็มสัดส่วนมิใช่แค่เศษเสี้ยวอย่างที่แล้วมา

 และก็ไม่อยากเห็นการใช้กำลังกับคนพิการ เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา