ข่าว

เหยื่ออธรรมนิคมอุตสาหกรรม

เหยื่ออธรรมนิคมอุตสาหกรรม

11 มิ.ย. 2553

ชาวเมืองโพปาล ทางภาคกลางของอินเดียต่างต้องเจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อศาลเพิ่งจะตัดสินว่าอดีตผู้บริหาร 7 คนของบริษัทยูเนียน คาร์ไบด์ ผิดจริงในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา จากกรณีสารพิษที่ใช้ทำปุ๋ยราว 40 ตันจากโรงงานเกิดรั่วเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า

 ไม่ใช่แต่ชาวเมืองโพปาลที่รู้สึกผิดหวังกับคำตัดสินนี้ แม้กระทั่งนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศต่างวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองเดียวกันว่าเป็นโทษที่เบายิ่งกว่าปุยนุ่นเสียอีกเมื่อเทียบกับความสูญเสียทั้งชีวิตผู้คนและทรัพย์สินต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 25 ปีที่ผ่านมา

 เพราะจนถึงขณะนี้สารพิษต่างๆ ยังไม่ถูกกำจัด ปล่อยให้ตกค้างหนำซ้ำยังซึมไปตกค้างตามแหล่งน้ำสะอาดที่ชาวเมืองกว่า 2 หมื่นคนต้องใช้อยู่เป็นประจำ ทำให้ชาวเมืองล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุคนแล้วคนเล่า ขณะที่เด็กที่เกิดในช่วงหลังๆ ล้วนแต่พิกลพิการ

 กลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเหล่านั้นยังแสดงความวิตกด้วยว่าการที่สิทธิในการดำรงอยู่อย่างปลอดภัยของมนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะคนจนไม่ได้รับการคุ้มครองหรือไม่ได้รับการปกป้องด้วยความเป็นธรรมจะทำให้คนจนตกเป็นเหยื่ออธรรมของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศนั้นๆ ตลอดไป และจะทำให้โศกนาฏกรรมอันเนื่องจากการมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในรัสเซียซึ่งเกิดเหตุกัมมันตรังสีรั่ว มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน หรือก่อนหน้านี้เกิดโรคมินามาตะที่ญี่ปุ่นอันเนื่องมาจากสารปรอทตกค้างในทะล

 ส่วนที่ไทยนั้น ก็เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ล่าสุด ถังไฟเบอร์กลาส เก็บสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ ของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เกิดรั่วและส่งกลิ่นสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ฟุ้งกระจายเป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 300 ราย

 อุบัติเหตุซ้ำซากเหล่านี้มีขึ้นแม้มีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะเข้ามาแก้ปัญหา แต่ก็ไร้ผลจนเหมือนกับยากจะหาหนทางแก้ไขได้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เราเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินแก้ หากเริ่มด้วยมาตรการป้องกันแต่เนิ่นๆ ด้วยการสร้างพลังชุมชนที่เข้มแข็งที่จะปกป้องตัวเอง โดยไม่มัวแต่รอพึ่งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะชักช้าเพราะมัวแต่คำนึงถึงการสร้างความสมดุล ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศโดยรวมกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น จนลืมไปว่าชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนในเขตนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีค่ามากกว่านั้นมาก