
ปธ.หออุดรฯหนุนแผนปรองดองรอบ2จตุพร-พท.เมิน
ประธานหออุดรฯหนุนแผนปรองดองรอบ 2 จตุพร เมินแผนปรองดอง ลั่นรัฐต้องหยุดไล่ล่า ใช้ศาลเตี้ย ยกเลิก พรก. เตือนอย่าบีบเสื้อแดงจนตรอก จะฮึดกลับมาสู้ โวยทำมากเกินไป กดหัว แกนนำ ตจว.ออกบ้านไม่ได้ พท. ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวทางการปรองดองบนกองเลือดและซากศ
(10มิ.ย.) นายธีระ ตั้งหลักมั่นคง ประธานหอการค้า จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า เรื่องของแผนปรองดองรอบ 2 ที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการ เป็นเรื่องที่ดี และการแต่งตั้งให้นายคณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสระ เพื่อที่จะตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เบื้องหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นการตั้งขึ้นมา เพื่อซื้อเวลาให้ผ่านไป และรัฐบาลจะต้องพูดในเรื่องนี้ให้น้อยลงไปด้วย โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว
"นอกจากนี้ในเรื่องบของการตรวจสอบประเด็นต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบเรื่องของอาวุธสงคราม เพื่อจะดำเนินการหาแหล่งที่มา หรือในเรื่องอื่น ๆ ควรจะเป็นการตรวจสอบในทางลับ ไม่ควรนำมาพูดเปิดเผยให้สาธารณะทราบ เพราะอย่างไรรัฐบาล ก็ต้องดำเนินการอยู่แล้ว อีกเรื่องเช่นการที่จะรื้อคดีฆ่าตัดตอนขึ้นมา ก็ไม่ควรจะนำมาเปิดเผย เพราะรัฐบาลสามารถทำได้อยู่แล้ว" นายธีระ กล่าวและว่า
นอกจากนี้ตนอยากให้รัฐบาลมองคนต่างจังหวัดบ้าง โดยเฉพาะจังหวัดที่ถูกเผาศาลากลางด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง จ.อุดรธานี ขอนแก่น มุกดาหาร อุบลราชธานี ที่ภาคประชาชนก็ต้องการความช่วยเหลือ โดยรัฐบาลจะต้องมีแผนเยียวยาว่า แต่ละจังหวัดจะมีแนวทางการเยียวยาอย่างไร
ด้านนายสมคิด หอมเนตร นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า การแต่งตั้งนายคณิตรวมถึงตัวคณะกรรมการนั้น ตนดูแล้วหน้าตาไม่ขี้เหร่ ประชาชนสามารถยอมรับได้
"ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.จะมาโต้แย้งถึงตัวบุคคลบางคนว่า ไม่เหมาะสมนั้น ผมมองว่านายจตุพรนั้น ไม่มีสิทธิที่จะมาโต้แย้งอะไร เพราะตัวนายจตุพรฯเอง เป็น 1 ในแกนนำ นปช.ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา จะมาโต้แย้งเรื่องตัวบุคคลไม่เหมาะสมไม่ได้ เพราะว่าคณะกรรมการชุดนี้ เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ"
นายสมคิด กล่าวอีกว่า เรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการเดินเกมส์ชี้นำในเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมาอีกนั้น พ.ต.ท.ทักษิณฯ คงไม่มีสิทธิที่จะทำ เพราะตัวเขาคงไม่มีพลังพอแล้ว อีกทั้งตัวเองยังถือสัญชาติของประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ คนทั่วไปน่าจะทราบในเรื่องนี้ว่า ท่านไม่ใช่คนไทย 100 เปอร์เซนต์ไปแล้ว จะมาชี้นำสร้างความปั่นป่วยในประเทศไทยอีกไม่ได้
“จตุพร"เมินแผนปรองดองลั่นรัฐต้องหยุดไล่ล่า
นายจตุพร กล่าวว่า เป็นการประกาศเพื่อกลบเกลื่อนคดีฆ่าประชาชนวันที่ 10 เมษายน ตนรู้ว่า วันนั้นสังคมต้องการความสงบจึงได้ยอมรับแผนปรองดองของรัฐบาล แต่คนที่สั่งฆ่าประชาชนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้น การที่รัฐบาลตั้ง นายคณิตนั้น นายคณิต ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่าไปเกี่ยวพันกับพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งเป็นเจ้านายเก่าของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลตั้งนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ทุกคนรู้กันว่า นายสมบัติ เป็นพวกเดียวกับกับคณะยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549
นายจตุพร กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดไม่ได้เป็นการปรองดอง เพราะรัฐบาลไม่เคย หยุดไล่ล่า ตั้งข้อหาคุมขังคนเสื้อแดงโดยที่ไม่ได้ประกาศรายชื่อ ทำการข่มขู่ คุกคาม และยังมีการลอบฆ่า มีการใช้ศาลเตี้ยตัดสินกันเอง อยากบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ถ้าอยากเป็นรัฐบาลต่อ ก็อยู่กันไป จะยุบหรือไม่ก็แล้วแต่ อยากทำอะไรก็เชิญ แต่อย่าบอกว่า กรณีนี้เป็นการปรองดอง หากจะปรองดองจริง รัฐบาลต้องยกเลิกประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เพราะนี่เป็นเครื่องมือไล่ล่า อย่าคิดว่า ประชาชนจะไม่ลุกขึ้นสู้ เมื่อถึงที่สุด ประชาชน ก็จะทนไม่ได้ เหมือนสุนัขจนตรอกที่ถูกไล่ล่า สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู้
"รัฐบาลนี้ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ อยากเตือนนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พฤติกรรมที่ลุแก่อำนาจอย่างนี้ คุณต้องหยุดไล่ล่า ใส่ร้ายและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นและพวกคุณต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เป็นแบบอย่างในสังคม อยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ลองดูไหมถ้าพวกคุณสลับมาเป็นพวกผม แล้วถูกกระทำทุกอย่างอย่างนี้ จะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้เข้าใจว่า พวกคุณเป็นผู้ชนะก็ต้องการไล่ล่าแบบผู้ชนะ ถ้าคุณเป็นผมที่ถูกไล่ล่าก็ต้องหันกลับมาต่อสู้เหมือนกัน ถ้าอยากสงบต้องหยุดไล่ล่า จะมาบอกว่า มาปรองดองกับผู้ก่อการร้ายไม่ได้ อย่าพูดอย่างนั้น เพราะผมก็สะอิดสะเอียนเหมือนกันที่จะพูดว่า ปรองดองกับฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน" นายจตุพร กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายจตุพร กล่าวว่าทราบว่าขณะนี้มีการขู่ลอบฆ่า เช่นแกนนำเสื้อแดง จ.นครราชสีมาที่ถูกฆ่าซึ่งขณะนี้แกนนำในต่างจังหวัดหลายคนออกจากบ้านไม่ได้ เพียงเพราะเขามาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ทำกันอย่างนี้มันเกินไป
“พท.”ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยปรองดองบนกองเลือด
ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 14. 00น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายอภิสิทธิ์ได้นัดประชุมเรื่องแผนปรองดองพร้อมคาดว่าภายใน 6 เดือนจะได้พิมพ์เขียวแนวทางปฏิรูปนั้น ตนมองว่าเป็นการสร้างภาพและสร้างกระแสกลบเกลื่อนความรับผิดชอบทางการเมือง ของนายอภิสิทธิ์หลังเป็นผู้ออกคำสั่งให้มีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. 53 จนมีผู้เสียชีวิต 89 ราย และบาดเจ็บเกือบสองพันราย สูญหาย 41 ราย เป็นความสูญเสียมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายอภิสิทธิ์เรียกประชุมแผนปรองดอง แต่อีกด้านหนึ่งนายอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำรัฐบาลกลับดำเนินแผนปองร้ายขั้วตรงข้ามทางการเมือง โดยให้ฟื้นคตน. สางคดีฆ่าตัดตอน หวังบี้เอาผิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมือง ออกหมายจับคดีก่อการร้ายกับนักการเมืองฝ่ายค้านรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมและนักวิชาการที่คิดต่างกับรัฐบาล
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า จากตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พบว่า มีคนถูกคุมขังจากเหตุการเมืองในขณะนี้ 422 คน ออกหมายจับตาม พรก. ฉุกเฉิน 85 คน และถูกดำเนินคดีอาญา 819 คน และยังคงพรก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 24 จังหวัดไปถึงวันที่ 7 ก.ค. ซึ่งเป็นกฎหมายครอบจักรวาลในอำนาจรัฐบาลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งการกระทำของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ต่างไปจาก รัฐบาลหน้ากากประชาธิปไตยหัวใจทรราช ดังนั้นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยจึงไม่เห็นด้วยกับแนวทางการปรองดองบนกองเลือด และซากศพประชนหรือการปรองดองแบบมัดมือชก จึงขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ถ้าคิดจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ ก็ควรจะจัดการเลือกตั้งตามหมายกำหนดการณ์เดิม 14 พ.ย. 53 ตามที่เคยให้สัญญาประชาคมไว้ ไม่ใช่เล่นเกมซื้อเวลาตั้งคณะกรรมการปรองดองเพื่อยืดอายุให้รัฐบาลอยู่ต่อไปท่ามกลางความขัดแย้ง ความแตกแยกที่เกิดขึ้นจากการกระทำของรัฐบาล
ส.ว.อึดอัดทำงานไม่ได้เตรียมไขก๊อกกก.ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง
นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี ในฐานะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์การเมือง วุฒิสภา กล่าวว่า ขณะนี้ตนและกรรมการบางคนรู้สึกอึดอัดใจต่อการทำหน้าที่และอาจจะลาออกจากกรรมการ เนื่องจากขณะนี้ประธานคณะกรรมการได้เสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขออนุมัติแต่งตั้งอนุกรรมการ 3 คณะเพื่อศึกษาพิจารณาเหตุการณ์ แต่ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งแต่อย่างใด
ทั้งที่ขณะนี้ประชุมไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ซึ่งหากยังไม่แต่งตั้งอนุกรรมการก็คงทำงานต่อไม่ได้ เพราะคงไม่มีอำนาจเรียกเอกสาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มาชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงได้ ดังนั้นหากศึกษาโดยไม่มีอำนาจอะไรเลยก็คงเป็นได้แค่ เสนอแนะในเชิงวิชาการเท่านั้นไม่ได้ลงลึกในปัญหา



